บทความที่ได้รับความนิยม

‘ลูกเดือยทอดกรอบ’ สมุนไพรทำเงิน

ผสมสมุนไพร-ขายสุขภาพ
ขนมกรุบกรอบทานเล่นจากโรงงานใหญ่ ๆ ที่มีวางขายตามท้องตลาดนั้น บ้างก็มีประโยชน์น้อย บ้างก็มีราคาสูง ซึ่งนี่ก็เป็นช่องว่างทางการตลาดสำหรับรายย่อย เป็น “ช่องทางทำกิน” จากการผลิตขนมกรุบกรอบที่มีประโยชน์-ราคาไม่แพง อย่างการทำ “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ขาย ก็น่าสนใจ...

ชมพูนุช เผื่อนพิภพ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร เปิดเผยว่า จากการทำโครงการเกษตรอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อลงพื้นที่ในต่างจังหวัดก็พบพวกธัญพืชต่าง ๆ เป็นที่นิยมมาก แล้วก็เห็น “ลูกเดือย” ซึ่งใคร ๆ ก็คิดว่านำไปต้มได้เพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าน่าจะทำเป็นอย่างอื่นได้ อาทิ อาหารทานเล่นแบบกรุบกรอบ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ โดยลูกเดือยมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย

เช่น ใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี 1 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคล เซียม และยังมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ น้ำคั่งในปอด แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงสตรีหลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร และเจริญอาหาร

ทั้งหมดคือคุณประโยชน์ของเจ้าเม็ดกลม ๆ อ้วน ๆ ที่เรียกว่า “ลูกเดือย”

ส่วน “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ที่คิดทำขึ้นมา นอกจากลูกเดือยแล้ว ยังมี ใบมะกรูด, พริกไทยดำ เป็นสมุนไพรที่เพิ่มกลิ่นและสีสันให้มีความน่ารับประทานมากขึ้น และมีประโยชน์มากขึ้น

ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร มีวัตถุดิบและวิธีการทำดังนี้คือ...

วัตถุดิบก็มี ลูกเดือย 250 กรัม, ใบมะกรูด 45 กรัม, เมล็ดพริกไทยดำ 20 กรัม, น้ำตาลทรายขาว 30 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม และน้ำมันพืช (สำหรับทอด) 0.5 ลิตร

ส่วนวิธีทำ...เริ่มจากนำลูกเดือยแช่น้ำสะอาดนาน 1 คืน แล้วต้มให้สุก เมื่อสุกแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำไป อบในตู้อบที่อุณหภูมิ 60 องศา เซลเซียส นาน 4-6 ชั่วโมง วิธีนี้จะทำให้ลูกเดือยเมื่อทอดแล้วจะพองฟูและมีความกรอบนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง (หากไม่มีตู้อบให้ใช้วิธีการตากแดดให้ แห้งแทน)

ขั้นตอนต่อมา ทอดลูกเดือยในน้ำมันที่ร้อนจัด จนพองฟูและมีสีเหลืองทอง นำขึ้นสะเด็ดน้ำมัน โดยแบ่งทอดทีละน้อย เตรียมหั่นใบมะกรูดเป็นฝอยลงทอดให้กรอบดี และทอดเมล็ดพริกไทยดำให้พอสุก พักไว้

วิธีการคลุกเคล้าส่วนผสม นำลูกเดือยทอดกรอบ + ใบมะกรูดทอดกรอบ + เมล็ดพริกไทยทอดกรอบ + น้ำตาลทราย + เกลือ ใส่ลงในถุงพลาสติกชนิดที่ไม่มีหูหิ้ว ขนาดกว้าง 8 นิ้ว แล้วเขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน

หากทำในปริมาณมาก ใช้ภาชนะขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดแทนถุงได้ จากนั้นนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมขาย ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และเหมาะสำหรับเป็นของรับประทานเล่นของผู้ที่รักสุขภาพ

อ.ชมพูนุชบอกว่า ตามสูตรนี้หากบรรจุใส่ภาชนะ 25 กรัม จะได้จำนวนประมาณ 14 กระปุก ขายในราคากระปุกละ 20 บาท ก็จะได้ 280 บาท ส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ ตกอยู่ที่ประมาณ 170 บาท

นอกจากนี้ อ.ชมพูนุช ยังได้แนะนำเคล็ดลับเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็นคือ หากชอบให้รสชาติเคลือบติดอยู่กับผิวลูกเดือย สามารถใช้วิธีการฉาบได้ โดยนำน้ำตาลและเกลือตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียวแล้วจึงใส่ลูกเดือยทอดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน หรืออาจเปลี่ยนจากน้ำตาลและเกลือเป็นเนยหรือช็อกโกแลตได้

รวมถึง สามารถเปลี่ยนรสชาติด้วยผงปรุงรสสำเร็จรูปได้หลากหลาย เช่น รสต้มยำ, รสพิซซ่า, บาร์บิคิว โดยรสชาติเหล่านี้การจะใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะมีผงปรุงรสสำเร็จรูปขาย ส่วนแต่ละรสจะใช้ปริมาณมากน้อยเท่าไร ก็กะดูว่าต้องการให้ลูกเดือยมีรสชาติจัดจ้านเพียงใด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นรสต้มยำ ในปริมาณวัตถุดิบข้างต้นนั้น ควรจะใช้ผง ปรุงรสต้มยำประมาณ 25 กรัม ซึ่งก็เป็นการใช้แทนเกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว

สนใจเรื่อง “ลูกเดือยทอดกรอบสมุนไพร” ต้องการติดต่อ อ.ชมพูนุช เผื่อนพิภพ ก็ไปได้ที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร หรือ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 1201-3

บางทีนี่อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีสำหรับคุณ.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล http://www.dailynews.co.th

‘ผีเสื้อใบยาง’ เลียนแบบธรรมชาติ

“ใบยางพารา” ปัจจุบันมีการนำมาสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ จากวัสดุที่ไม่มีราคา แต่ถ้ามีไอเดีย รวมกับฝีมือทางการประดิษฐ์ ก็สามารถสร้างงาน-สร้างเงินได้ อย่างเช่นชิ้นงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” ที่สร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาให้ลองพิจารณากัน...
กดกดกดกด

วุฒิพร สมหมั่น เจ้าของร้าน “Wutda” ที่ตลาดนัดจตุจักร เป็นเจ้าของผลงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” เล่าย้อนให้ฟังว่า...จริง ๆ แล้วจบมาทางด้านคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ด้านศิลปะ หลังจากจบมาก็ได้เข้าทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชน แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ จึงมาจับงานด้านศิลปะเป็นอาชีพเสริม

แรก ๆ ที่ทำจำหน่ายจะเป็นงานสาน อุปกรณ์จับสัตว์น้ำจำพวกไซ ที่ ดัดแปลงทำเป็นของตกแต่งบ้าน ซึ่งไซจับปลามีความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางดักจับทรัพย์ด้วย ก็เป็นงานที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าพอสมควร

สำหรับงาน “ผีเสื้อจากใบยางพารา” นั้น มีคนรู้จักมาแนะนำให้ลองทำ รวมทั้งสอนวิธีและเทคนิคในการทำ ซึ่งเห็นว่าเป็นงานที่น่าสนใจ และที่สำคัญต้องการที่จะแตกไลน์ของธุรกิจออกไปให้หลากหลายมากขึ้น จึงทดลองทำดู ก็ได้ลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ก็ประสบความสำเร็จได้รูปแบบที่ลงตัว

คอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ผีเสื้อจากใบยางพาราก็คือ “เป็นการนำธรรมชาติมาทำเป็นของตกแต่งที่เป็นธรรมชาติและไม่ทำลายธรรมชาติ ผีเสื้อที่ทำออกมานั้นจะต้องมีลักษณะเหมือนจริง โดยแบบผีเสื้อนั้นจะหาดูจากในอินเทอร์เน็ต หรือโปสเตอร์ รวม ถึงไปดูจากฟาร์มเลี้ยงผีเสื้อโดยตรง”

วัสดุอุปกรณ์ในการทำนั้นมีดังนี้...ใบยางพารา, ลวด เบอร์ 20-22, แม่เหล็ก, ไม้มะขาม, กาวลาเท็กซ์, กาวร้อน, อะคริลิก, พู่กัน, กรรไกร, เคลียร์เคลือบเงา

ใบยางพารานั้นจะใช้เบอร์ 5-12 ซึ่งสามารถหาซื้อที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ส่วนแม่เหล็กนั้นควรใช้แม่เหล็กไฟฟ้า เพราะติดแน่นกว่าแม่เหล็กธรรมดา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ย่านคลองถม

ขั้นตอนการทำ...เริ่มจากการทำส่วนปีกผีเสื้อก่อน โดยปีกผีเสื้อหนึ่งตัวจะมี 4 ชิ้นส่วน เริ่มจากเลือกแบบพันธุ์ผีเสื้อที่จะทำ จากนั้นก็วาดแบบตามรูปทรงปีกของผีเสื้อ ตัดออกมาเป็นแพต เทิร์น เมื่อได้แบบที่ต้องการก็นำใบยางพาราไปติดไว้บนแบบทั้งใบ โดยยังไม่ต้องตัดขอบให้เข้ากับแบบ ใช้กาวลาเท็กซ์ทายึดติดให้แน่น

เมื่อกาวแห้งก็ทำการลงสี ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ฝีมือเล็กน้อยเพราะจะต้องลงสีให้เหมือนกับแบบที่เลือกเพื่อให้เหมือนจริงมากที่สุด หลังจากที่ลงสีเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ให้สีแห้ง แล้วจึงตัดใบยางพาราตามแบบ

เมื่อทำการเตรียมส่วนปีกเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นการทำตัวผีเสื้อ โดยการนำไม้มะขามมาเหลาให้ได้ความยาวพอประมาณ เหลาหัวท้ายให้มีลักษณะมน ๆ จากนั้นก็ทำการเจาะรูตรงกึ่งกลางของส่วนตัว แล้วใช้ลวดจำนวน 2 เส้น สอดผ่าน ใช้กาวร้อนหยดที่รูเพื่อยึดลวดให้ติดกับส่วนตัวให้แน่น

ขั้นตอนต่อไป ก็นำส่วนปีกที่เตรียมไว้มาวางติดบนเส้นลวดที่ติดกับส่วนตัวให้ครบทั้งปีกบน-ปีกล่างทั้ง 2 ฝั่ง โดยต้องใช้ใบยางพาราประกบติดทับด้านหลังเพื่อบังเส้นลวดไว้อีกทีด้วย จากนั้นก็ตกแต่งหนวดด้วยเกสรดอกไม้ปลอม และติดตาด้วยลูกปัด นำไปพ่นเคลือบเงาด้วยเคลียร์ สุดท้ายก็นำมาติดแม่เหล็ก เท่านี้ก็เรียบร้อย

วุฒิพรบอกว่า “ผีเสื้อจากใบยางพาราที่ทำนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ที่สำคัญเป็นสินค้าที่ไม่ใช่แค่นำไปเป็นแม็คเน็ตติดตู้เย็นอย่างเดียว สามารถนำไปดัดแปลงตกแต่งได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใส่กรอบรูป ติดผนังบ้าน ตกแต่งตามไอเดียได้ตามต้องการ”

การทำ “ผีเสื้อจากใบยางพารา” งาน “ก๊อบปี้ธรรมชาติ” นี้ ลงทุนไม่สูง โดยวุฒิพรบอกว่า ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณไม่เกิน 5,000 บาท ก็น่าจะได้ ส่วนต้นทุนในการผลิตนั้นก็ตกอยู่ที่ประมาณ 40% ของราคาขาย ซึ่งสินค้าของวุฒิพร มีทั้งหมด 4 ไซซ์ คือ S, M, L, XXL ราคาก็มีตั้งแต่ 79-190 บาท

ใครสนใจ “ผีเสื้อจากใบยางพารา” ของวุฒิพร สามารถแวะไปดูไปชมและเลือกซื้อได้ที่ร้านของเขา ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 19 ซอย 7/4 เปิดขายเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ ไปไม่ถูกหรือต้องการสั่งออร์เดอร์ไปขายต่อ ก็โทรศัพท์ไปสอบถามได้ที่ โทร. 08-9116-9231.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์

ที่มา http://www.dailynews.co.th

สินค้าแปรรูป ‘ลองกอง’ สร้างรายได้

วิธีทำ... 1.ชั่งน้ำตาลมา 50 กรัม ผสมกับเพคตินให้เข้ากัน, 2.ใส่เนื้อลองกองในกระทะทองเหลือง ยกขึ้นตั้งไฟพอร้อน ใส่ส่วนผสมตามข้อ 1 คนให้ละลาย, 3.ใส่น้ำตาลทรายที่เหลือทีละน้อยจนหมด เคี่ยวไฟอ่อน ใส่กรดมะนาว เคี่ยวต่อจนให้ความหวาน 68 องศาบริกซ์ (เครื่องวัดนี่ก็มีขาย) ก็จะได้ออกมาเป็น “แยมลองกอง” นำบรรจุลงขวดที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อและแห้ง เก็บไว้ทานหรือขาย

แถมด้วยสูตร “น้ำลองกอง” ส่วนผสมก็มี... เนื้อลองกอง 1 ถ้วย ต่อน้ำสะอาด 1 ถ้วยครึ่ง, น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย, เกลือป่นครึ่งช้อนชา วิธีทำ... แกะเนื้อลองกองใส่เครื่องปั่น เติมน้ำแล้วปั่นต่อ แล้วเติมน้ำเชื่อม ใส่เกลือป่น ชิมรสตามชอบ จะได้น้ำลองกอง ที่รสหวาน หอม เปรี้ยว เค็ม เล็กน้อย ดื่มแล้วชื่นใจ

ก็ลองไปทำกันดูนะครับ !!

ต่อด้วยข่าวอาชีพ... เดือน ส.ค.นี้ สถาบันเอชานซ์จัดอบรมหลายหลักสูตร อาทิ... การทำเทียน ธูป กำยาน, การทำสเต๊ก และซอสแบบต่าง ๆ, การทำมาม่อนเค้ก, การทำสบู่เหลว แชมพู ครีมนวดและครีมอาบน้ำ, การทำเรซิ่นเลียนแบบวัสดุธรรมชาติ, การทำซาลาเปา, การทำผลิตภัณฑ์ลดเซลลูไลท์, การทำน้ำสลัดยอดนิยม, การทำพิซซ่าหน้าต่าง ๆ อบรมแบบเน้นการปฏิบัติ ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสอบถามค่าใช้จ่ายในการอบรมแต่ละอย่าง ได้ที่ โทร. 0-2933-4597-8, 08-6987-0042

ปิดท้าย... ระหว่างวันที่ 26-30 ส.ค.นี้ เวลา 10.00-20.00 น. ที่ห้องเอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ มีการจัดงาน “วันเส้นทางเศรษฐี ครั้งที่ 6” ซึ่งจัดร่วมกับงานมหกรรมอาหารปลอดภัยสู้ภัยเศรษฐกิจ โดยในส่วนของงานวันเส้นทางเศรษฐีนั้นก็จะมีกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพที่น่าสนใจหลากหลาย มีการจัด ตลาดนัดอาชีพ และ กิจกรรมส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ หลากรูปแบบ มีการ ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ มีกิจกรรมบนเวทีที่ให้ความรู้ มี ตัวอย่างการประกอบอาชีพต่าง ๆ รวมถึงมีการ อบรมอาชีพอิสระในราคาพิเศษ ด้วย ทั้งนี้ ไม่รวมการอบรมอย่างอื่น ๆ ผู้ที่สนใจไปหาความรู้ทางอาชีพกันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันนี้ว่ากันได้เท่านี้ก่อน...สวัสดีครับ !!.

ที่มา http://www.dailynews.co.th

'กระยาสารท'ขนมโบราณทำเงิน


“กระยาสารท” เป็นขนมไทยพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คนยุคก่อนจะทำกันช่วงเทศกาลทำบุญวันสารทไทย แรม 15 ค่ำ เดือน 10 แต่ปัจจุบันขนมชนิดนี้ถูกปรับปรุงพัฒนาให้เป็นขนมกินเล่นได้ อย่างเช่นยี่ห้อ “อำนวยขนมไทย” ใน จ.ปทุมธานี ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

อำนวย ลางคุณเสน ประธานกลุ่มอาชีพสตรีคลองควาย ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เล่าว่า สมัยก่อนพอถึงช่วงเทศกาลสารทไทย ชาวไทยพุทธทุกบ้านจะต้องนำเอาพืชผลทางการเกษตรที่ให้ผลผลิตครั้งแรกในฤดูเก็บเกี่ยว ทั้งข้าวเม่า ข้าวตอก ถั่ว งา น้ำผึ้ง น้ำตาล และน้ำอ้อย มาทำเป็นขนม “กระยาสารท” เพื่อนำไปประกอบพิธีทำบุญในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ตามความเชื่อที่ว่า บุญกุศลจะไปสู่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วและยังส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเจริญงอกงาม และอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

แม้วัฒนธรรมการทำขนมชนิดนี้จะเลือนหายไปตามเวลา จนเกือบไม่เหลือให้เห็นแล้ว แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังติดใจในรสชาติความอร่อยของกระยาสารท ตนเองซึมซับและผูกพันกับขนมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงสนใจอยากจะทดลองทำขายดู ซึ่งการทำกระยาสารทไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้อร่อยโดนใจ

ด้วยพรสวรรค์ บวกกับพรแสวงที่ได้จากการฝึกฝนวิชาทำขนมกระยาสารทจากรุ่นปู่ย่าตายาย พลิกแพลงพัฒนาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดอำนวยก็ได้สูตรเฉพาะของตนเอง และในปี 2538 ก็เริ่มผันตัวเองจากอาชีพทำนามาเป็นแม่ค้าขายกระยาสารท แล้วชักชวนเพื่อนบ้านจัดตั้งเป็น “กลุ่มอาชีพสตรีคลองควาย” ขึ้น ใช้ทุนเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์ราว 25,000 บาท จากการสนับสนุนของกรมการพัฒนาชุมชน

อำนวยไปอบรมความรู้ตามหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพ ทั้งรสชาติ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ จนได้รับการรองทั้งจาก อย., มผช., โอท็อป, รางวัลชนะเลิศกระยาสารทงานของดีเมืองปทุมธานี ฯลฯ ทำให้สินค้าขายดีขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดยังได้รับเลือกให้วางขายในห้างเทสโก้ โลตัส ด้วย

วัตถุดิบหรือส่วนผสมที่ใช้ในการทำ “กระยาสารท” ก็มี... ข้าวเม่า, ข้าวตอก, ถั่ว, งา, น้ำอ้อย, น้ำกะทิ, มะนาว, นมสด ส่วนอุปกรณ์หลัก ๆ ก็มี... กระทะขนาดใหญ่, เตาแก๊สหรือเตาถ่าน, ไม้พาย, ตะหลิว, ถาดขนาดใหญ่, กะละมัง, ไม้กลิ้ง, พิมพ์ และอุปกรณ์งานครัวเบ็ดเตล็ด

ขั้นตอนการทำ “กระยาสารท” เริ่มจาก... นำข้าวเม่า ข้าวตอก ถั่ว งา ไปคั่วด้วยไฟอ่อนให้หอมและสุกเหลืองพอดี ใส่ภาชนะแยก วางพักไว้ แล้วก็เตรียมน้ำอ้อย น้ำกะทิ นมสด และน้ำมะนาวให้พร้อม นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำอ้อยลงไป ตามด้วยน้ำกะทิและนมสดในสัดส่วนที่พอเหมาะ ใช้ไฟร้อนปานกลางเคี่ยวผสมให้เดือดสักครู่ แล้วเติมน้ำมะนาวเล็กน้อย จะช่วยให้กระยาสารทมีสีเหลืองนวลสวย ใส และกรอบ

ทำการเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมงจนส่วนผสมเหนียวได้ที่ นำข้าวตอกใส่ลงไป ตะล่อมคนให้ทั่วและให้เข้ากันดี จากนั้นค่อยนำส่วนผสมที่เหลือเทรวมลงไป โดยใช้ไม้พายคนให้เข้ากันอีกประมาณ 40 นาที ระหว่างนี้ใช้ไฟอ่อน ๆ สังเกตดูส่วนผสมทุกอย่างเกาะติดกันจนเหนียวได้ ค่อยยกลงจากเตา

จากนั้นนำไปเทลงในแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ แล้วใช้ลูกกลิ้งไม้ผิวเรียบอัดด้วยแรง เพื่อให้กระยาสารทเกาะแน่นติดกัน จากนั้นนำมาตัดเป็นชิ้น ๆ ก่อนแพ็กบรรจุภัณฑ์เพื่อไปวางจำหน่าย โดยการขายก็มีหลายแบบ ถ้าบรรจุกล่อง 300 กรัม ราคา 49 บาท ถ้าแพ็กเป็นถุง ๆ ละ 20-35 บาท หรือชั่งเป็นกิโลกรัม ๆ ละ 100 บาท

คุณอำนวยนั้น จากชาวนา สามารถพัฒนาอาชีพขายกระยาสารท จนกลายเป็นธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ ยืนหยัดมานานราว 16 ปี และช่วยให้คนในชุมชนมีงาน มีรายได้ด้วย โดยเจ้าตัวบอกว่าแม้กำไรที่ได้ไม่มากมาย แต่ได้ความเป็นอยู่ที่ดีของเพื่อนสมาชิก และความสุขในครอบครัว นี่คือกำไรที่มีค่ายิ่งแล้ว

ใครสนใจ “กระยาสารท” สนใจขนมไทยโบราณ “อำนวยขนมไทย” สนใจเคล็ดลับ เทคนิค วิธีการบริหารจัดการธุรกิจ ของกลุ่มอาชีพสตรีคลองควาย ติดต่อได้ที่ เลขที่ 3 หมู่ 6 ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โทร.0-2593-2403, 08-9775-0932 แล้วจะรู้ว่า...ทำ-ขายขนมโบราณ...ไม่บานบุรี !!


เชาวลี ชุมขำ :รายงาน เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th

'รองเท้านินจา' สินค้าสุดฮิต

ตลาดสินค้าสำหรับเกษตรกรเป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เพราะความเป็นจริงถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ โดยเฉพาะอุปกรณ์หรือตัวช่วยในการทำเกษตร ที่ยังมีช่องว่างให้แทรกได้อีกเยอะ อย่างเช่นงานผลิตรองเท้าสำหรับใส่ลงสวน ที่เรียกว่า “รองเท้า นินจา” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้...

“ประชุม เลียดทอง” เจ้าของสินค้า “รองเท้านินจา” แห่งกลุ่มแม่บ้านหมู่ 3 บ้านบัวงาม ต.บัวงาม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เล่าว่า รองเท้าทำสวนที่เกษตรกรหรือคนทั่วไปมักเรียกติดปากว่า “รองเท้านินจา” นี้ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนในพื้นที่ซึ่งมีการทำขึ้นมาใช้ในครัวเรือนนานแล้ว เพียงแต่รูปแบบในยุคก่อนจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคนที่ทำหรือใช้วัสดุอะไรทำ เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำต่างคนต่างใช้

ต่อมาตนเห็นว่ามีความต้องการในตลาดสูง คิดว่าน่าจะนำมาต่อยอดและทำเป็นอาชีพได้ ก็เลยลองทำเพื่อลองตลาด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี จึงยึดอาชีพผลิตรองเท้านี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยใช้ชื่อสินค้าว่ารองเท้านินจายี่ห้อ “ช.รุ่งระวี” รองเท้านี้กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของพื้นที่นี้ มีการส่งไปขายได้ทั่วประเทศ

ลักษณะการใช้งานรองเท้า ประชุมบอกว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนิยมใส่ลงในพื้นที่สวนหรือนาข้าว หรือพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีลักษณะเป็นดินโคลน เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากหอยเชอรี่ หนามจากวัชพืช เพื่อ “ป้องกันโรคฉี่หนู” ส่วนสาเหตุที่รองเท้านินจาเป็นที่นิยม เหตุผลคือรองเท้านี้ใช้งานสะดวกกว่ารองเท้าบู๊ตยาง เพราะน้ำหนักเบากว่า สวมใส่สบายกว่า ที่สำคัญเมื่อใส่เดินในโคลนหรือน้ำจะไม่หนัก เพราะใช้วัสดุผ้าแทนยาง รองเท้าก็จะไม่เก็บน้ำไว้ ทำให้ขณะเดินรองเท้าจะไม่จมดินเหมือนรองเท้าบู๊ตยาง

“กลุ่มลูกค้าหลักก็คือเกษตรกร รองลงมาก็จะเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรที่นำไปขายต่อ รวมถึงบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรที่จะซื้อเพื่อนำไปแจกให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง” เจ้าของผลิต ภัณฑ์กล่าว

ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่คู่ละ 50 บาท ไปจนถึงคู่ละ 70 บาท ปัจจุบันผลิตอยู่ 3 แบบคือ แบบสั้น หุ้มเหนือข้อเท้า แบบยาว หุ้มถึงใต้หัวเข่า และแบบลายพราง ทหาร สำหรับคนที่ชอบรองเท้าที่มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น ซึ่งรองเท้านินจาแบบยาวจะขายดีกว่าแบบสั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกและการใช้งานของลูกค้าเป็นสำคัญ

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ถ้าทำเป็นอุตสาห กรรมเล็ก ๆ ใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 1 แสนบาท ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการตัดเย็บ อาทิ จักรเย็บผ้าอุตสาห กรรม, เครื่องตัดผ้า, เครื่องปั๊มสำหรับขึ้นรูปรองเท้า และจักรโพ้งอุตสาหกรรม ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานตัดเย็บทั่วไป

ทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 70% จากราคาขาย โดยทางกลุ่มนี้จะเน้นผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อขายส่ง

สำหรับวัสดุที่ใช้ในการทำรองเท้านินจา ประกอบด้วย ผ้าลายสองหรือผ้าพีวีซี เน้นเหนียว ไม่อุ้มน้ำ, โฟมยางอัดแข็ง หนา 3 มิลลิเมตร สำหรับใช้ทำพื้นรองเท้า, เชือกสำหรับใช้ผูกรองเท้า, ซิป, ด้ายเย็บผ้า เป็นต้น

ขั้นตอนการทำมีไม่กี่ขั้นตอน คล้ายการเย็บรองเท้าผ้าทั่วไป จะมีขั้นตอนพิเศษเพิ่มขึ้นก็ในส่วนที่ต้องทำพื้นรองเท้าให้หนา เริ่มจากนำผ้าที่เตรียมไว้มาตัดเป็นชิ้นส่วนตามแบบหรือแพทเทิร์นที่ได้วางไว้ จากนั้นนำมาเย็บให้เป็นชิ้นเข้าด้วยกัน แยกออกเป็น 2 ส่วนประกอบคือ ส่วนที่เป็นตัวรองเท้า กับส่วนที่เป็นพื้นรองเท้า

ในส่วนที่เป็นพื้นรองเท้า หลังจากยัดโฟมยางที่เป็นพื้นรองเท้าเข้าไปไว้ด้านในแล้ว ก็จะใช้วิธีเย็บด้ายขึ้นลงย้อนไปมาหลาย ๆ รอบเพื่อให้เกิดลายที่พื้นรองเท้า และมีข้อดีคือช่วยทำให้พื้นรองเท้ายึดติดแน่น ทำให้พื้นรองเท้าหนาขึ้น และทำให้พื้นรองเท้าไม่ลื่นง่าย ขณะเดินบนพื้นเปียกแฉะ เมื่อเย็บเสร็จแล้วก็มาทำในส่วนที่เป็นตัวรองเท้า เมื่อเสร็จก็นำ 2 ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน บรรจุหีบห่อ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำรองเท้านินจา

“ตอนนี้ถือว่ากำลังการผลิตแทบจะไม่ทันกับความต้องการ เพราะตลาดมีความต้องการสูง ส่วนตัวเชื่อว่าตลาดยังโตได้อีกมาก” เจ้าของผลิตภัณฑ์กล่าวทิ้งท้าย

สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านหมู่ 3 บ้านบัวงาม ติดต่อได้ที่เลขที่ 16 ต.บัวงาม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี โทร.0-3227-9122, 08-1858-5004, 08-9690-3813 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกงานฝีมือที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาได้อย่างน่าสนใจ และเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าทำสินค้าขายเกษตรกรก็น่าสนใจ อย่ามองข้าม !!.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน เดลินิวส์

มาแปรรูป 'ผลไม้ถูก' ขาย รวย


หน้า “ช่องทางทำกิน” เสาร์นี้มีพื้นที่มากพอสมควร ผมก็เลยจะนำข้อมูลการ “แปรรูปผลไม้” สัก 2-3 อย่างมาบอกกล่าวกันใน “ถอดรหัสอาชีพ” เผื่อใครมีแหล่งผลไม้ที่ราคาถูก อาจจะซื้อหามาแปรรูปขายเพิ่มมูลค่า-สร้างรายได้กัน ก็จะเป็นในส่วนของผลไม้ที่ตอนนี้หาได้ไม่ยาก และราคาก็ถูก หรือไม่สูงมาก

เริ่มจาก “ลำไย” เอาเป็น “วุ้นลำไย” ก็แล้วกัน...โดยส่วนผสมตามสูตรก็คือ...ลำไยสด 3 กิโลกรัม ต่อน้ำตาลทราย 3 กิโลกรัม และผงวุ้น 1 ถุง (ขนาด 25 กรัม) วิธีทำเริ่มจาก...นำน้ำเปล่าประมาณ 3 กิโลกรัมใส่หม้อตั้งไฟ ต้มให้เดือด แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย จากนั้นนำผงวุ้นไปละลายกับน้ำเย็นเพื่อให้แตกตัว ก่อนที่ จะนำมาเทใส่ใน หม้อน้ำที่ตั้งไฟไว้ “เคล็ดลับก็คือ อย่าเทผงวุ้นลงไปในน้ำร้อน ๆ เพราะจะทำให้ผงวุ้นแข็งตัวเกินไป” เมื่อเทผงวุ้นที่ละลายในน้ำเย็นลงไปในหม้อน้ำที่ตั้งไฟแล้ว ก็คนให้เข้ากัน

ตั้งไฟต่ออีกสักพักจนกระทั่งเดือด ระหว่างนี้เตรียมถ้วยพลาสติกขนาด 6 ออนซ์ ใส่ลำไยสดที่ปอกเปลือกแกะเมล็ดแล้ว 4-5 ลูก แล้วตักน้ำวุ้นที่เดือดใส่ตามลงไป พักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที น้ำวุ้นจะแข็งตัวกลายเป็นเนื้อวุ้น ซึ่งสามารถทานได้ทันที แต่ควรแช่เย็นก่อนทาน-ก่อนขาย จะได้รสชาติหวานเย็นชื่นใจ

“วุ้นลำไย” นี้หากแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ 2-3 วัน จากสูตรนี้จะทำได้ประมาณ 30-35 ถ้วย ขายราคาถ้วยละ 10 บาทขึ้นไปได้สบาย ๆ ส่วนกำไรก็แล้วแต่ราคาลำไยสด ราคายิ่งต่ำกำไรก็ยิ่งสูง

อีกชนิด เอาเป็น “มังคุด” และแปรรูปทำเป็น “น้ำมังคุด” ซึ่งมังคุดนั้นเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซี ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้ ในช่วงที่มีผลผลิตมังคุดมาก และราคาถูก การแปรรูปโดยการทำเป็นน้ำมังคุดขายก็เป็นอีกวิธีเพิ่มมูลค่า และสำหรับส่วนผสมในการทำน้ำมังคุดตามสูตรที่ผมมีอยู่ ก็คือ...เนื้อมังคุดแกะเมล็ดในออก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำต้มสุกประมาณ 8 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง และเกลือป่น 2 ช้อนชา

วิธีทำเริ่มจาก...นำเนื้อมังคุดที่เอาเมล็ดออกแล้ว 1 กิโลกรัมใส่หม้อ ใส่น้ำลงไปตามส่วนคือ 8 ถ้วยตวง จากนั้นก็ติดไฟต้มและเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ จนเนื้อมังคุดเปื่อยยุ่ย จึงนำลงจากเตาไฟ จากนั้นกรองเอากากที่ไม่ต้องการทิ้ง บีบเอาน้ำออกจากกากให้หมด ยกน้ำมังคุดที่กรองได้ขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง โดยเติมน้ำสะอาดเพิ่มลงไปให้ได้ปริมาณเท่าที่ต้มตอนแรก ต้มจนเดือดอีกครั้ง พอเดือดก็ใส่น้ำตาลทรายลงไป 5 ถ้วยตวง
ลำดับสุดท้ายเติมเกลือป่นลงไป เมื่อเดือดดีก็นำขึ้นจากเตามากรองอีกรอบ จากนั้นปล่อยให้เย็น แล้วรินใส่ภาชนะ ก็จะได้ “น้ำมังคุด” พร้อมขาย ราคาขายก็ตั้งตามความเหมาะสมกับต้นทุน

พื้นที่มีอีกเล็กน้อย หา “เงาะ” มาทำ “เงาะลอยแก้ว” ด้วยแล้วกัน ขั้นตอนการทำเงาะลอยแก้วนั้นไม่ยุ่งยาก จะคล้ายวิธีทำสละลอยแก้ว เพียงแต่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นเงาะเท่านั้น และไม่ต้องต้มให้สุกเหมือนสละ

วิธีทำเริ่มจาก...นำเงาะมาปอกเปลือก แกะเมล็ดออกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ นำไปล้างให้สะอาด แต่ไม่ควรแช่น้ำทิ้งไว้นานเพราะจะทำให้เนื้อเงาะเละเกินไป จากนั้นเตรียมทำน้ำเชื่อม โดยสัดส่วนก็ใช้น้ำตาลทรายประมาณ 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำเปล่าประมาณ 300 กรัม นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เข้ากัน ให้น้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม ทิ้งไว้ให้เย็นและนำเข้าเก็บในตู้เย็น เมื่อจะขายก็ตักน้ำเชื่อมใส่ถ้วย ใส่ชิ้นเงาะลงไป แล้วเติมน้ำแข็ง

ราคาขาย “เงาะลอยแก้ว” ก็ตั้งได้ตั้งแต่ 15-20 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณ-แหล่งที่ขาย โดยใส่เนื้อเงาะ 4-5 ชิ้น หรือตามขนาดภาชนะ ซึ่งเงาะ 1 กิโลกรัมจะทำขายได้ประมาณ 4-5 ถ้วยขึ้นไป

ก็เป็นข้อมูล “แปรรูปผลไม้” ที่นำมาฝากให้ลองพิจารณากันอีกครั้งครับ


‘เพาะเห็ดฟางทำเงิน’

ถึงไม่ใหม่แต่ก็ยังขายดี
อาชีพ “เพาะเห็ดฟางขาย” แม้จะมีมานาน แต่จนวันนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลจาก ศูนย์การเรียนรู้การเพาะเห็ดฟาง ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มาให้ลองพิจารณา หลังจากทีมงานได้เดินทางไปดูงานกิจกรรมฟาร์มสเตย์ โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งทาง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ให้การสนับสนุนอยู่ เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา...

โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้านั้นมีพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ โดยกิจกรรมส่วนหนึ่งของโครง การคือกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่หลากหลาย ซึ่งก็เป็น “ช่องทางทำกิน” ของชาวบ้าน และสำหรับการ “เพาะเห็ดฟาง” ก็มีศูนย์การเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางเป็นทั้งแหล่งให้ความรู้ และเป็นแหล่งรวบรวมเห็ดจากสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็ด และผักปลอดสารพิษ ซึ่งแต่ละวันก็จะมีเห็ดฟาง 200-300 กก. เป็นอย่างต่ำ

บัญชา มัจฉานุ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็ด และผักปลอดสารพิษ ต.บ้านซ่อง เล่าว่า รวมกลุ่มผักปลอดสารพิษบ้านหนองหว้ามาตั้งแต่ปี 2548 แรกเริ่มเดิมทีมีสมาชิก 12 คน โดยได้รับงบประมาณจากสำนักงานเกษตร อ.พนมสารคาม, เทศบาลนคร ต.บ้านซ่อง และ มีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอมาถ่ายทอดความรู้ให้

สำหรับการรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็ดและผักปลอดสารพิษ เริ่มกันในปีนี้ โดยมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30 ครัวเรือน ในส่วนของเห็ดจะผลิตได้วันละกว่า 200-300 กก.ขึ้นไป ซึ่งหลังรวมตัวกันในเรื่องการเพาะเห็ดฟาง ฟาร์มเห็ดก็ได้สร้างรายได้ให้ชาวบ้านและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชุมชนได้มากขึ้น

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็ด บอกว่า ปัจจุบันมีโรงเรือนเพาะเห็ดของกลุ่มฯ กว่า 100 โรง ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไรโรงเรือนแต่ละโรงจะให้ผลผลิตเห็ดเฉลี่ยเดือนละ 250-300 กก. โดยสร้างรายได้ กก.ละ 55 บาทขณะที่ต้นทุนของการผลิตเห็ดฟางนั้นตก กก.ละ 25-30 บาท ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงศูนย์

โรงเรือนแต่ละแห่งจะสร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วยใบจาก และต้องมีผ้าใบคลุมด้วย ในกรณีที่จะต้องรักษาอุณหภูมิ โรงเรือนนั้นจะมีขนาด 5 x 8 เมตร ขนาด 4 ชั้น 2 แถว โดยมีต้นทุนโรงละ 15,000-20,000 บาท

ส่วนกรรมวิธีเพาะเห็ด จะเริ่มตามลำดับของวัน คือ วันที่ 1-3 แช่ปาล์ม จำนวน 2.5-3 ตัน ในน้ำ (ปริมาณท่วมปาล์มพอดี) ใช้ทะลายปาล์มที่หีบน้ำมันออกหมดแล้ว หรืออาจจะใช้กากมันสำปะหลัง หรือใช้เปลือกถั่วก็ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับปาล์มน้ำมันในปริมาณดังกล่าวจะใช้กับโรงเรือนได้ 4 โรงเรือน ซึ่งต้องผสมอีเอ็มหรือน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพจำนวน 3 ลิตร, กากน้ำตาล 3 ลิตร และปุ๋ยยูเรีย 3 กก. ละลายให้เข้ากัน แช่ทิ้งไว้ 3-4 คืน แล้วนำขึ้นมา เพื่อเตรียมขึ้นปาล์มบนโรงเรือน

วันที่ 4 ขึ้นปาล์ม โดยมีอาหารเสริมด้วย (เป็นส่วนผสมที่คลุกระหว่าง ขี้วัว 45 กก., รำข้าว 25 กก., อีเอ็มหรือน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ 100 ซีซี, กากน้ำตาล 100 ซีซี และน้ำเปล่า 100 ลิตร)

วันที่ 5-7 เลี้ยงเชื้อรา คือจะมีราขาวขึ้นบาง ๆ บนปาล์มน้ำมัน

วันที่ 8 อบไอน้ำ (จะมีหม้อต้มน้ำด้านหลังโรงเรือน และปล่อยไอน้ำตามท่อเข้าไปในโรงเรือน และขณะอบไอน้ำต้องคลุมผ้าใบโรงเรือนให้มิดชิดด้วย) รักษาอุณหภูมิ 70-75 องศาฯ นาน 3 ชั่วโมง

วันที่ 9 โรยเชื้อ (ชั้นละ 7 ก้อน อัตราส่วน 1.5 ตร.ม. / เชื้อเห็ด 1 ก้อน) ซื้อจาก จ.นครนายก ราคาก้อนละ 10 บาท แต่ถ้าเขี่ยเชื้อเห็ดเองได้จะเหลือต้นทุนก้อนละ 5 บาท)

วันที่ 10-13 เลี้ยงใย (รักษาอุณหภูมิ 30-34 องศาฯ)

วันที่ 14 ตัดใย (วิธีการคือ ใช้น้ำเปล่ารดให้ยุบลง และเปิดช่องระบายอากาศ)

ทิ้งไว้ถึงวันที่ 17-30 เก็บผลผลิต (รักษาอุณหภูมิ 28-32 องศาฯ) ซึ่งในระยะ 2 สัปดาห์ จะเก็บผลผลิตได้ 3- 4 ครั้ง โดยเก็บเสร็จแล้ว รดน้ำ และปล่อยไว้อีก 3-4 วัน จะได้ปริมาณเห็ดในจำนวนที่กล่าวไว้ข้างต้น

เทคนิคในการเก็บเห็ดนั้น บัญชาแนะนำว่า ควรจะ เก็บเห็ดฟางเมื่อเห็ดออกเป็นดอกตูม ๆ ซึ่งเห็ดลักษณะนี้ จะได้ราคาดี ส่วนถ้าเป็นเห็ดบาน ๆ ราคาจะไม่ดี ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ดอกเห็ดบานจนเกินไป

“เพาะเห็ดฟางขาย” ยังเป็นอาชีพด้านเกษตรที่น่าสนใจ แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดจึงแจกแจงได้ไม่ละเอียด อย่างไรก็ตาม หากสนใจเรื่องราวการเพาะเห็ดฟาง ติดต่อ บัญชา มัจฉานุ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเห็ดฯ หมู่ 3 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อขอไปเรียนรู้ได้ ที่โทร. 08-0622-8681.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล เดลินิวส์


http://เตรียมทหาร.blogspot.com

‘ทำนาฬิกาภาพล้อเลียน’


ผสมฝีมือ-ทำเงินด้วยไอเดีย

การนำงานศิลปะเพนท์รูปมาผสมผสานทำเป็นนาฬิกา เป็นผลิตภัณฑ์ไอเดียที่ฉีกแนว สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เป็นอีกผลงานที่สร้างรายได้ให้กับเจ้าของผลงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งวันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลอาชีพการทำ “นาฬิกาภาพล้อลียนกระดุกกระดิก” มานำเสนอให้ลองพิจารณา...

มนูสุข พรรวีชัยมงคล เจ้าของร้านสารพัดเพนท์ ย่านตลาดนัดตะวันนา เจ้าของไอเดีย “นาฬิกาภาพล้อเลียนกระดุกกระดิก” เล่าว่า หลังเรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ทำงานด้านการเพนท์ซึ่งเป็นงานที่ชอบ โดยตอนนั้นได้นำเทคนิคการเพนท์มาสรรค์สร้างผลงานลงบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น การเพนท์ภาพบนรองเท้า กระเป๋า เสื้อ เป็นต้น นอกจากนั้นยังวาดภาพล้อเลียนลงแผ่นไม้ขายอีกด้วย

ต่อมางานเพนท์ลงผลิตภัณฑ์ รวมทั้งภาพล้อเลียนที่วาดลงบนแผ่นไม้ เริ่มมีคู่แข่งในตลาดมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีไอเดียใหม่ ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างออกจำหน่าย ที่สุดก็ได้ไอเดียการทำนาฬิกาภาพล้อเลียนที่สามารถเคลื่อนไหวได้ออกมา และผลิตภัณฑ์ก็สามารถครองใจลูกค้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“ภาพล้อเลียนของผมจะเน้นวาดออกมาในลักษณะคล้ายจริง ความเหมือนก็อยู่ที่ประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จำเป็นจะต้องมีการฝึกฝนพัฒนาฝีมือ และความยากอีกจุดหนึ่งของการทำนาฬิกาภาพล้อเลียนเคลื่อนไหวได้นั้นก็อยู่ตรงที่การตั้งศูนย์ถ่วงแกว่งให้ตรง เพราะถ้าตั้งไม่ดี ถ่วงน้ำหนักไม่ดี ภาพก็จะเอียง หรืออาจจะขยับไม่ได้” เจ้าของผลงานกล่าว

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำหลัก ๆ ก็มี แผ่นไม้อัดหนาประมาณ 2 มม. หรือแผ่นฟองน้ำอัด, สีอะคริลิก, พู่กัน, ดินสอ, คัตเตอร์, เลื่อยฉลุ, กระดาษทราย, เครื่องนาฬิกาแบบแกว่ง, ซิลิโคน เป็นต้น

ภาพล้อเลียนที่นำมาทำเป็นนาฬิกานั้น สามารถใช้ไม้อัด หรือใช้แผ่นฟองน้ำอัดทำก็ได้ ถ้าเป็นแผ่นฟองน้ำอัดก็จะทำให้ชิ้นงานนั้นมีน้ำหนักเบากว่าใช้ไม้อัดทำ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำแผ่นไม้อัดมาทาสีขาวเป็นพื้น รอจนสีแห้งก็ใช้ดินสอวาดรูปหน้าคนตามแบบ โดยการวาดนั้นจะต้องวาดแยกส่วนหัวกับส่วนตัว และเน้นให้มีลักษณะหัวโตกว่าตัว ส่วนหัวที่เป็นรูปหน้าต้องวาดให้คล้ายภาพจริง ส่วนตัวก็วาดตามจินตนาการหรือวาดตามแบบที่ลูกค้าต้องการ

เมื่อวาดด้วยดินสอเรียบร้อยแล้ว ก็ลงสีด้วยสีอะคริลิก โดยจะต้องเน้นในเรื่องของแสงเงาเพื่อให้ภาพออกมาดูมีมิติสวยงาม หลังจากลงสี พอสีแห้งสนิทก็ใช้สเปรย์เคลือบเงาพ่นเคลือบบนภาพที่ลงสีแล้วให้เรียบ

หลังจากได้ภาพวาดเคลือบเงาเรียบร้อย ก็นำภาพนั้นไปตัดตามชิ้นส่วนที่วาดไว้ โดยใช้เลื่อยฉลุตัดตามภาพออกมา ก็จะได้เป็นชิ้นงานแยกเป็นชิ้น ๆ ใช้กระดาษทรายขัดแต่งขอบให้เรียบ นำชิ้นส่วนที่เป็นส่วนตัวไปเจาะรูสำหรับใส่เครื่องนาฬิกา ตรงส่วนหัวนั้นก็ใช้เส้นลวดชนิดแข็งดัดเป็นรูปตัวแซด ปลายลวดด้านหนึ่งติดตรงกึ่งกลางของส่วนหัว อีกด้านติดกับแกนแกว่งของเครื่องนาฬิกา ใช้ซิลิโคนติดให้แน่นหนา

ลำดับถัดมาก็นำไม้อัดมาทำเป็นฐาน นำชิ้นส่วนงานที่เป็นส่วนตัวมาติดลงบนฐานไม้ ใช้ปืนยิงซิลิโคนยึดติดให้แน่นหนา นำตัวเครื่องนาฬิกาที่มีส่วนหัวติดอยู่มาประกอบเข้ากับส่วนตัว ติดเข็มนาฬิกาให้เรียบร้อย

และเพื่อทำให้ส่วนหัวขยับได้ ก็จะต้องมีการถ่วงน้ำหนักตรงแกนแกว่งของนาฬิกาด้วยนอต ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญ เพราะจะต้องถ่วงน้ำหนักให้พอดี ศูนย์ถ่วงต้องตรง เพราะถ้าถ่วงน้ำหนักไม่ดี ศูนย์ไม่ตรง ส่วนหัวก็จะไม่ขยับ
เมื่อตั้งศูนย์ถ่วงเรียบร้อย ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

ผลงานนาฬิกาภาพล้อเลียนเคลื่อนไหวได้ของมนูสุขนี้ มีหลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้เลือก มีทั้งแบบเป็นรูปเดี่ยว ๆ และแบบที่มีฉากหลัง ซึ่งราคาจำหน่ายก็อยู่ที่ 350-500 บาท โดยราคานั้นก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบและความยากง่ายของชิ้นงาน ส่วนทุนวัสดุก็จะตกประมาณไม่เกิน 70% ของราคา

สำหรับผู้ที่สนใจ “นาฬิกาภาพล้อเลียนกระดุกกระดิก” ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตลาดนัดตะวันนา โซนเอฟ ล็อกที่ 135 ซอย 1 ข้างเดอะมอลล์ บางกะปิ หรือโทรฯสอบถามได้ที่ 08-1248-1022, 08-3541-6183 ส่วนผู้ที่พอมีฝีมือทางด้านนี้ และยังไม่มีอาชีพ จะลองนำข้อมูลไปดัดแปลงสร้างชิ้นงานรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง ก็อย่าช้า !!.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ เดลินิวส์

"ธุรกิจสู่ความร่ำรวย"

ทำธุรกิจอะไรดีจึงจะรวย? เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่คิดอยากจะผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี สิ่งที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้คือแนวทางที่จะช่วยชี้ช่องทางให้ท่านได้ลองคิดว่าท่านสนใจธุรกิจประเภทใด

ก่อนอื่น ท่านควรถามตนเองก่อนว่า ท่านมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นผู้ประกอบการมากน้อยแค่ไหน หากท่านไม่เคยรู้อะไรมาเลยก็ควรศึกษาแสวงหาความรู้และข้อมูลต่างๆจากหน่วยงานภาครัฐอาทิเช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น สำหรับเป็นความรู้เบื้องต้นที่ท่านจะเริ่มต้นคิดหรือสานต่อความฝันที่จะทำธุรกิจของตนเองในขั้นตอนต่อไป

องค์ประกอบพื้นฐานที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้ ต้องมี

หลายท่านอาจกระโดดเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ โดยทำธุรกิจตามอย่างผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ ธุรกิจอะไรบูมก็แห่ทำกันเป็นแฟชั่น เช่น เปิดร้านกาแฟสด เปิดร้านบริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น หรือบางครั้งอาจลงทุนทำธุรกิจเพราะมีพรรคพวกชวน โดยที่ตนเองมิได้มีความรู้ หรือเตรียมการ เตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจที่ทำมาก่อนแต่อย่างใด เรียกว่าขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการมือใหม่หัดขับทั้งหลายมีโอกาสที่จะประสบปัญหา และล้มเหลวได้สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขาดการวางแผนธุรกิจที่ดี

ผู้ประกอบการหลายท่านรับช่วงต่อกิจการมาจากบรรพบุรุษ ในยุคก่อนศตวรรษที่ 20 บรรพบุรุษของท่านเป็นเถ้าแก่ ธุรกิจที่ทำมักมีคู่แข่งน้อย ธุรกิจก็ยังพอไปได้ พอมาในยุคนี้ธุรกิจหลายประเภทที่มีมานาน อาทิ กิจการธนาคาร หรือแม้แต่ร้านของขายของชำ ก็มีการแข่งขันกันมากขึ้นกลายเป็นร้านค้าสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตมากมาย

ท่านจะเห็นว่าสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในทางธุรกิจได้เปลี่ยนไปตามกระแสความเจริญทางเศรษฐกิจของโลก หากคู่แข่งทางการค้ามีมากขึ้น ในขณะที่ท่านยังมิได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด ท่านอาจประสบปัญหาได้เช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ประกอบการใหม่ เป็นทายาทธุรกิจที่รับช่วงกิจการ หรือเป็นผู้ประกอบการชั้นเซียน ท่านจะต้องมี วิธีคิด ในการประกอบธุรกิจ อะไร อย่างไร จึงจะอยู่รอด เจริญ อย่างยั่งยืน


ผมขอเสนอวิธีคิดธุรกิจที่มีอนาคตพารวย เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้พิจารณาเป็นตัวอย่างการทำธุรกิจดังนี้.-

1. ธุรกิจที่ต้นทุนวัตถุดิบราคาถูก สินค้าสำเร็จรูปมีราคาสูง เช่น
* ผู้ประกอบการที่ทราบคุณสมบัติของสมุนไพรไทยแต่ละชนิด เมื่อผลิตโดยใช้อัตราส่วนสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมเป็นยารักษาโรคที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งสามารถนำมาบริโภคได้อย่างสะดวก เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ เป็นต้น
* ผู้ประกอบการที่มีความรู้ ความสามารถ ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องออกกำลังกายชิ้นเดียว ที่ช่วยความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายหลายส่วน จะได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ เพราะจะสามารถขายได้ในราคาสูงเพราะผู้ซื้อจะได้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า
* ธุรกิจสื่อสาร โทรคมนาคม ที่ต้องลงทุนสูงเพราะต้องใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย เมื่อเครื่องมือสื่อสารกลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตผู้คน ผู้อุปโภคยิ่งใช้ยิ่งต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

2. ธุรกิจกินแล้วใช้หมดไปต่อเนื่อง เช่น
* ผู้ผลิตนมและจำหน่ายนมเปรี้ยวที่มีคุณสมบัติพิเศษเป็นภูมิคุ้มกัน ทำให้กระเพาะลำไส้แข็งแรง เข้าหลัก "กินง่าย ถ่ายคล่อง ป้องกันเชื้อ"
* ท่านไม่ควรประกอบธุรกิจสินค้าคงทนถาวร ที่กินไม่ได้แต่ใช้งานได้นานปี เช่น ขายกรรไกรตัดเล็บ เป็นต้น

3. ธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาความวิตก กังวล ความหวาดกลัว เช่น
* ธุรกิจขายยาอายุวัฒนะ ที่ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยไข้โดยง่าย และยังคงชะลอความหนุ่มสาวไม่แก่ไปตามวัย ซึ่งเป็นความวิตกกังวล และความหวาดกลัวของคนส่วนใหญ่

4. ธุรกิจเสริมความสวย ความงาม เช่น
* ธุรกิจเสริมสวยความงามครบวงจรตั้งแต่ศีรษะ จรด ปลายเท้า

5. ธุรกิจที่ตอบสนองความสุข ความพอใจ เช่น
* ธุรกิจสปา ที่ตอบสนองความต้องการของคนชนชั้นระดับกลางถึงสูง ที่มีรายได้พร้อมยอมจ่ายมากเพื่อแลกกับความพอใจ ความสุข

6. ธุรกิจเพื่อครอบครัว อนาคต เช่น
* ปัจจุบันค่านิยมตั้งครอบครัวใหม่ สร้างบ้านใหม่ ซื้อบ้านใหม่มีมากกว่าแต่ก่อนทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีอนาคต ภายใต้แหล่งทำเลที่อยู่ในความต้องการของผู้บริโภค ความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการและราคาที่คุ้มค่า คุณภาพ รูปทรง ประโยชน์ใช้สอย ความสวยงาม

7. ธุรกิจที่ขายและให้ความรู้ เช่น
* สังคมยุคใหม่ เป็นสังคมแห่งความรู้ และการเรียนรู้ ดังจะเห็นได้จากผู้ปกครองต่างแย่งกันจ่ายค่าเรียนล่วงหน้าเพื่อจองที่นั่งเรียนให้แก่บุตรหลาน


*** บทความโดย พันธ์ศักดิ์ ลีลาวรรณกุลศิริ ****
จาก ผู้จัดการออนไลน์ www.manager.co.th

การทำ โดนัทเค้ก

อาชีพอิสระวันนี้ workdeena ขอเสนอการทำขนมมีรู นั้นก็คือ "โดนัท" ซึ่งเป็นขนมที่ทั่วโลกรู้จัก และนิยมทานกัน ในบ้านเราก็มีรายใหญ่ ร้านดังมีชื่อเสียงมาจากต่างประเทศ เปิดให้บริการกันหลายร้าน จนบางคนลืม โดนัทแบบบ้านๆ ไปเลย นั้นคือ โดนัสโรยน้ำตาล แบบธรรมดา แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า กำไรไม่ธรรมดาเลย เพื่อนๆ สามารถทำส่งร้านขายขนมส่งได้ หรือจะตั้งร้านขายเองที่ตลาดก็สามารถทำได้


workdeena อยากให้เพื่อนได้ทราบก็ว่า โดนัทมีอยู่ 2 ประเภท คือ โดนัทยีสต์ และโดนัทเค้ก

- โดนัทยีสต์นั้น จะใช้ยีสต์เป็นส่วนประกอบในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู

- โดนัทเค้ก จะใช้ผงฟูในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู

ดังนั้นรสชาติจะต่างกัน และเนื้อของโดนัท ก็ต่างกันด้วย แต่วันนี้ workdeena จะบอกวิธีการทำ โดนัสเค้ก แบบที่ร้านใหญ่ๆ เข้าทำขายกัน

โดนัทเค้ก :
ส่วนผสม

แป้งสาลี 1 กิโล
เนยละลาย 1/2 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ผงฟู 3 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ
ให้นำแป้งสาลีผสมกับผงฟู ร่อนรวมกันแล้วพักไว้
แล้วให้ตีน้ำตาลทรายกับไข่ขาว(เอาเฉพาะไข่ขาวนะ) ให้ขึ้นฟู
เมื่อน้ำตาลกับไข่ขาว ขึ้นฟูดีแล้วให้นำแป้งและเนยละลาย เทสลับกัน แล้วตีให้เข้ากัน
เสร็จแล้ว ให้นำแป้งมาวางบนโต๊ะ แล้วคลึงและรีดให้เป็นแผ่น ให้หนาพอสมควร
หลังจากนั้น ก็ใช้พิมพ์กดให้เป็นวง แล้วลงทอดในน้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง ให้เหลือง

ส่วนหน้าตา หรือน้ำตาลสีต่างๆ ที่ใช้ราดบน โดนัท ก็แล้วแต่เพื่อนๆ ชอบ แต่ workdeena ขอแค่คลุก น้ำตาลทรายเพียงอย่างเดียว ก็อร่อยแล้ว


ขอบคุณภาพสวยๆ จาก Wikipedia

การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด

วันนี้ workdeena จะแนะนำอาชีพอิสระตัวหนึ่ง คือ "การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด" ผู้ผลิตในตลาดตอนนี้มีหลายเจ้า และหลายยี่ห้อ แต่ก็ยังไม่พอเพียงต่อความต้องการของตลาด ปัจจุบันความต้องการน้ำดื่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น และคนไทยเลิกดื่มน้ำฝนกันแล้ว ดังนั้นตลาดน้ำดื่มจึงเป็นตลาดใหญ่ และยังมีส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างมาก แต่ขอให้ผลิตน้ำให้ใด้มาตรฐาน แล้วตลาดของคุณจะโตขึ้น


เรามาดู วัสดุ - อุปกรณ์ กันก่อนว่าต้องใช้อะไรบ้าง

เครื่องกรองน้ำ ครบชุด
ชุดทำความสะอาดถังน้ำ(ถ้าคุณขายน้ำถัง 20 ลิตรด้วย)
ขวดน้ำใส 1/2 ลิตร
รถส่งน้ำ

หลังจากเราเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการเริ่มธุรกิจ

ขั้นแรกคุณต้องทำพื้นที่เพื่อการผลิตน้ำ และเก็บอุปกรณ์ เช่น ขวด และถัง การทำโรงผลิดน้ำต้องทำให้ได้ตามมาตรฐาน ของกรมการอาหารและยา(คุณสามารถหารายละเอียดได้ที่ อนามัย) เพราะน้ำดื่มบรรจุขวด เป็นอาหารกลุ่มควบคุม เฉพาะ ดังนั้นจึงต้องขออนุญาตทำกิจการ

เมื่อคุณทำโรงผลิตน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณก็ต้องนำน้ำที่ได้จากเครื่องกรองของคุณ บรรจุขวด 3 ขวด เพื่อส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง เริ่มจากน้ำถูกบรรจุขวดแล้ว ถ้าส่งตรวจช้ากว่านั้น ค่าของน้ำจะเปลี่ยนไป แล้วอาจจะทำให้ตรวจไม่ผ่านได้ ค่าธรรมเนียมในการตรวจน้ำอยู่ที่ 3,100 บาท เมื่อตรวจผ่านแล้วก็ต้องส่งเรื่องไปให้สำนักงานอาหารและยา เพื่อที่จะส่งคนมาตรวจสถานที่ผลิต และขั้นตอนการผลิต ว่าถูกต้องหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็จะออกใบอนุญาตผลิตน้ำให้ และพร้อมด้วย เลขที่ฉลากอาหารให้คุณด้วย


เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็มาถึงการทำตลาด คุณก็ไปติดต่อตามร้านค้าทั่วไป และอย่าลืมบอกด้วยว่า น้ำดื่มของคุณได้การรับรองจาก อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือคุณจะเอาน้ำดื่มของคุณไปเสนอตามร้านขายอาหารทั่วไปก็ได้ เช่น ร้านอาหารตามส่ง ร้านเนื้อย่าง หรือสวนอาหาร เพราะร้านพวกนี้เขาอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว

การผลิตน้ำบรรจุขวดขาย เป็นการลงทุนค้านข้างสูง แต่สามารถเก็บกินได้นาน และกำไรดีมากๆ ด้วย workdeena จะคำนวนต้นทุนให้เพื่อนๆ ดูกัน
ถ้าคุณผลิตน้ำถัง 20 ลิตร

ต้นทุนในการผลิตน้ำอยู่ที่ 2 บาทไม่เกินนี้ (ไม่รวมราคาถังเปล่านะ เพราะถังสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก)
ส่งขายในราคา 7-8 บาท
ราคาหน้าร้านอยู่ที่ 12 บาท/ถัง
ถ้าเป็นขวดใส 1/2 ลิตร

ต้นทุนอยู่ที่ 1.50 บาท/ขวด
ราคาส่งอยู่ที่ 3 บาท(แบบขวดจะได้กำไรน้อยกว่าแบบบรรจุถัง เพราะต้นทุนขวด)
ราคาหน้าร้านอยู่ที่ 7 บาท
- ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจและพอมีทุนอยู่บ้าง workdeena ก็เห็นว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระที่น่าสนใจนะ เพราะตลาดน้ำไม่มีตัน มีแต่จะโตขึ้นทุกวัน มันขึ้นอยู่กับการตลาดของคุณที่ไม่เหมือนใคร

อาชีพการเพ้นท์เล็บ

วันนี้ workdeena นำอาชีพที่เกี่ยวกับความสวย ความงาม มาฝากเพื่อนๆ และอาชีพอิสระตัวนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงที่ำได้ ผู้ชายเองก็ทำได้นะ อาชีพนี้คือ "การเพ้นท์เล็บ" บางคนบอกทำไม่เป็น แต่ workdeena คิดว่าไม่มีอะไรเกินความพยายามของคนแน่นอน เพราะอาชีพที่เกี่ยวกับความสวยความงานนี้ ยังไปได้อีกไกล ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร แต่ผู้หญิง กับ ความสวย ก็ต้องอยู่คู่กันเสมอ



เรามาดูกันว่าการเพ้นเล็บมีแบบไหนบ้าง
-การเพ้นท์เล็บ ในน้ำ
วิธีการเพ้นท์เล็บในน้ำ จะเริ่มจากการเลือกเฉดสีที่จะเพ้นท์ ซึ่งควรเป็นสีที่ตัดกัน 2 สีขึ้นไป
เตรียมน้ำปริมาณเต็มแก้ว แล้วก็เริ่มหยดสีแรกในน้ำ และหยดสีที่สองตรงกลางของสีแรก
จาก นั้นใช้ไม้จิ้มฟันเกลี่ยให้สีเป็นลายเส้น
จากนั้นก็หงายเล็บแล้วจุ่มลงไปในบริเวณสีที่ลอยอยู่เหนือน้ำ
แล้วนำเล็บที่จุ่มสีแล้วขึ้นมาทิ้งไว้ให้แห้ง ประมาณ 2-3 นาที
หลังจากนั้นก็เคลือบเล็บด้วยเจลเคลือบชนิดใสเพื่อความเงาและปล่อยให้แห้ง หากมีสีส่วนเกินก็ให้เช็ดออก

-แค่นี้เพื่อนๆ ก็ได้เล็บสวยให้ลูกค้าแล้ว ซึ่งแต่ละเล็บจะมีลวดลายที่แตกต่างไม่ซ้ำกันเลย เป็นไง... ง่ายไหมทำแค่นี้ก็ได้เงินแล้ว

ต่อไป workdeena จะแนะนำการเพ้นท์เล็บปลอม ซึ้งกำลังเป็นที่นิยมกัน เพราะไม่ต้องนั่งรอนานๆ และมีลายให้เลือกมากมาย

เรามาเริ่มกันเลย
-อุปกรณ์การเพ้นท์เล็บ
เล็บปลอม
อุปกรณ์ตัดแต่งเล็บ เช่น กรรไกรตัดเล็บ ที่ตะไบเล็บ (ควรเลือกตะไบที่ไม่หยาบเกินไป) แท่งทำเล็บ แปรงสำหรับเล็บ หินขัดเล็บ
สีทาเล็บ
สีสำหรับ เพ้นท์เล็บ เช่น สีอะคริลิก ( Acrylic ) สีน้ำมันชนิดกันน้ำ
น้ำยารองพื้น และน้ำยาเคลือบเล็บ ( Top and Base Coat )
น้ำยาล้างเล็บ
พู่กัน เบอร์ 0 หรือพู่กันที่มีขนาดปลายค่อนข้างเล็ก หรือพู่กันที่ใช้เพ้นท์เล็บโดยเฉพาะ
วัสดุสำหรับตกแต่งเล็บ เช่น กากเพชร คริสตัล
ครีมสำหรับทาบำรุงจมูกเล็บ และครีมสำหรับมือ (ใช้ในกรณีทำการต่อเล็บปลอมให้ลูกค้า)
อื่นๆ เช่น สำลี ผ้าเช็ดมือ อ่างล้างมือ

ขั้นตอนการเพ้นท์เล็บปลอม
เลือกเล็บปลอมที่มีขนาดพอเหมาะกับขนาดเล็บมือ
ตัดแต่งเล็บปลอม ตามรูปแบบที่ต้องการ ลักษณะการตัดแต่งที่นิยมในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ การตัดแบบปลายตรง และการตัดแบบปลายโค้งมน สำหรับความยาวของเล็บขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นหลัก
การตัดแต่งเล็บ ให้เริ่มตัดตรงส่วนจมูกเล็บ จากนั้นใช้ตะไบๆ ให้เข้ารูป โดยตะไบไปในทิศทางเดียวกัน
ทาน้ำยารองพื้นเล็บ พักไว้ให้น้ำยาแห้ง
เลือกสีทาเล็บเพื่อทารองพื้น ตามที่ได้ออกแบบไว้
การเพ้นท์เล็บจะต้องรอให้สีพื้นแห้งสนิทก่อน จากนั้นจึงเริ่มวางโครงร่างรูปแบบที่ออกแบบไว้ (ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละบุคคล) ผสมสี Acrylic ให้ได้สีที่ต้องการ ทำการเพ้นท์
เมื่อเพ้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีสีเลอะให้ใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บค่อยๆ เช็ดส่วนที่ไม่ต้องการออกด้วยความระมัดระวัง รอให้สีเพ้นท์แห้ง (อาจจะใช้ไดร์เป่าผม หรือพัดลมช่วยเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น)
ทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพื่อความสวยงาม และป้องกันรอยขีดข่วน

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ลงทุนประมาณ 10% ของกำไรที่จะได้ เพราะ workdeena ไปสำรวจดูแล้วว่าราคาของอุปกรณ์ทำอาชีพเพ้นท์เล็บนี้ ใช้เงินลงทุนไม่กี่บาท ขณะที่ราคาค่าเพ้นท์เล็บ แบบปกติธรรมดาอยู้ที่ประมาณ 50-300 บาทต่อครั้ง ส่วนราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบหยดน้ำจะมีราคาตั้งแต่ 100-1,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้อาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระที่น่าทำมาก

ข้อมูลและภาพจาก pattayadailynews.com, puansanid.com,th.88db.com

ร้านขายผัก และกับข้าวถุง ป้าจวบ

"ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะคน"

วันนี้ workdeena จะพูดถึง อาชีพอิสระ อีกอาชีพนึ่งนั้นคือ "ร้านขายผัก และกับข้าวถุง" ของ ป้าจวบ อาชีพนี้เป็นอาชีพ ซื้อมาขายไป ซึ่งเราไม่ต้องมีฝีมืออะไรมากนัก แค่คำนวนต้นทุนกำไรให้ได้แค่นั้น แล้ว workdeena ก็ได้พูดคุยกับ เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระอาชีพนี้ เพื่อขอข้อมูล หากเพื่อน ๆ อยากทำก็จะได้มีแนวทางในการประกอบอาชีพนี้


workdeena;- สวัสดี ป้าจวบ วันนี้มาหาไม่ได้มาซื้อผักอย่างเดียวนะ จะขอสอบถาม ป้าจวบเกี่ยวกับการทำอาชีพนี้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ไม่ทราบว่าป้าจวบจะให้ข้อมูลได้ไหม


เจ้าของธุรกิจ;- ได้เลย...จะไปอยากอะไร ขอแค่มีเงินไปซื้อของมาขายก็ทำได้แ้ล้ว แต่เราต้องดูก่อนนะว่าที่ ๆ เราจะขายเป็นแบบไหน ความต้องการลูกค้ามีอะไรบ้าง ไม่ใช่อยากขายอะไรก็ขาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขายไม่ได้นะ แล้วอีกอย่างการมีร้าน ก็อย่าไปเช่าเขาเลยให้ทำหน้าบ้านตัวเองดีกว่า จะขายได้มาก ได้น้อย ยังไงก็ไม่มีค่าใช้จ่ายมาก แต่ถ้าอยากจะเช่าก็ตามใจ ถ้ามันขายดี แต่ต้องขายดีจริง ๆ นะ เพราะกำไรแต่ละอย่างมันน้อย ถ้ามันขายได้มากชิ้นมันก็หลายเงินอยู่ แต่ถ้ามันขายได้น้อยชิ้นมันก็จะขาดทุนนะ เพราะของมันเน่าเสียได้

workdeena;- ป้าจวบให้ข้อคิดที่ดีมากเลย แล้วลงทุนแต่ละวันใช้เงินมากไหม แล้วได้กำไรเท่าไรพอบอกได้ไหม

เจ้าของธุรกิจ;- ลงทุนแต่ละวันก็มากพอสมควรนะ บางวันก็ 2,000 บางวันก็ 3,000 เอาแน่ไม่ได้แล้วแต่ของเหลือมากน้อยแค่ไหน หมายถึงพวกผักนะ แต่ถ้าเป็นกับข้าวถุง เราจะให้เหลือไม่ได้ถ้าเหลือก็ต้องกินเองหรือทิ้งไปถ้ามันเสีย อย่าไปหรอกให้ลูกค้าซื้อไปนะ เดี๋ยวลูกค้าจะหนี้หมด เรื่องกำไรก็ประมาณ 800 -900บาท แต่ถ้าวันไหนขายดีก็เป็นพันเหมือนกัน ป้า บอกไว้ก่อนนะถ้าจะทำอาชีพนี้ต้องขยัน ๆ นะ เพราะต้องตื่นแต่เช้าไปตลาด แล้วกลับมาต้องรีบเปิดร้านแต่เช้าจะได้ทันลูกค้า และกว่าจะปิดร้านก็ค่ำ แต่ถ้าใครทำได้ก็ดีนะมันอิสระดี ไม่มีใครมาเป็นเจ้านายเรา


ทาง workdeena ต้องขอขอบคุณ ป้าจวบเป็นอย่างมากที่ให้ข้อมูลดี ๆ และให้ผักสด ๆ มากิน (ฟรีอีกแล้ว) ถ้าเพื่อนคนไหนอยากมีอาชีพอิสระ แบบนี้และใช้เงินลงทุนไม่มากนัก อาชีพนี้ก็น่าที่จะเป็นอีกทางเลือกนึ่งให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำดูนะ...


ทีลอซู ความยิ่งใหญ่ของสายน้ำ

ปลายฝนต้นหนาว ........ แบบนี้ หลายคนอาจจะอยากไปขึ้นดอย หรือไปภาคเหนือ แต่ทิปนี้เราอยากพาคุณไปสัมผัสความงามของสายน้ำ ที่น้ำตกทีลอซู อ. อุ้มผาง จ.ตาก

ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง ความหมายคือ น้ำตกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความสูง200-300 เมตร สวยงามติดอันดับโลกทีเดียว เป็นจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ของนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศทุกๆคน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะแน่น ขนัดไปด้วยผู้คน น้ำตกทีลอซูอยู่ใน เขตความดูแล ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อ.แม่สอด ระยะทางห่างจากกรุงเทพ 668 ก.ม. ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1 เส้นทางสายเอเชีย จนถึง อ.เมือง จ.ตาก แล้วแยกเข้าสู่ อ.แม่สอด ตามเส้น
ทางหมายเลข 105 ซึ่งเป็นทางขึ้นลงเขาสลับกันไปเป็นระยะทาง 80ก.ม. และเมื่อถึง อ.แม่สอด นักท่องเที่ยว นิยมไปที่ ตลาดริมเมย อันเป็นชายแดนระหว่างไทย และสหภาพเมียนม่าร์ มีสินค้าหลากหลาย ราคาถูกจำนวนมาก จากนั้นมุ่งสู่เส้นทางหมายเลข1090 เป็นเส้นทางคดเคี้ยวกว่า 1,219 โค้ง ไปตามถนนลอยฟ้า เป็นเทือกเขาสูงชัน ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. จะถึงอุ้มผาง ซึ่งการจะไปยังน้ำตกทีลอซู

เราเริ่มเดินทางกันวันที่ 3 ธ.ค. จากกรุงเทพ เวลาประมาณ 5 ทุ่ม ไปถึงแม่สอดก็กลายเป็นเช้าของวันที่ 4 พอดี แต่ยังไม่สว่างนักจึงต้องรอให้สว่างหน่อย ถึงจะไปลุยกันอีก 1219 โค้ง บนถนนลอยฟ้า มุ่งหน้าสู่อำเภออุ้งผาง อยากจะแนะนำว่าสำหรับบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับโค้งเยอะ ก็เตรียมยาแม้เมารถ ไปด้วยนะคะ

ระหว่างทางก็แวะเที่ยวน้ำตกพาเจริญ เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีการเล่นระดับของชั้นหินตามธรรมชาติได้สวยงาม นี่ถ้าน้ำเยอะๆ คงสวยกว่านี้ แต่ก็ประทับใจร้านอาหารของที่นี่ อาหารอร่อยมาก อ้อ ส้มที่วางขายด้านหน้าก็หวานมากๆ เสียดายซื้อมาน้อยไปหน่อยนั่งรถกันพอเมื่อย และอ้วกกันไปเป็นบางคน ก็ถึงจุดหมาย อำเภออุ้งผาง เรามากันแบบไม่ได้ติดต่อที่พักไว้ก่อน จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะไปพักที่ไหน คิดว่าเตรียมเต้นท์ มามีที่ให้กางก็กางหล่ะ ลุยกันเต็มที่ แต่ไม่รู้ว่าสวรรค์มีตา หรือไม่ทำให้เจอน้องชายคนนึง เป็น


ลูกเจ้าของรีสอร์ท แห่งใหม่ ที่เค้าเล่าว่าเพิ่งเปิด คิดไม่แพง ไอ้เราคนใจง่ายก็เลยตาม แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ที่นี้บรรยากาศดีมาก แถมเจ้าของยังใจดีมากๆ ลูกชายทั้งสองก็น่ารัก ต้องขอบคุณพี่วิโรจน์ ภรรยา และลูกชายทั้งสอง โดยเฉพาะน้องโดม ที่ "ภูรินทร์รีสอร์ท" เสียดายที่ไม่ได้ขอเบอร์โทรศัพท์มา

วันที่ 5 ธ.ค. วันนี้เราออกเดินทางสู่น้ำตกทีลอซู โดยล่องแพยาง ถ้าไม่ได้ล่องคงต้องเสียดายมาก เพราะว่าจะได้อารมณ์ต่างกันมาก การมาล่องเรือยางทำให้เห็นวิวสองข้างทาง ได้เห็นน้ำตกสายเล็กสายน้อย รวมทั้งน้ำตกทีลอจ่อ ที่สวยงาม มีรุ้งกินน้ำตัดกับ


สายน้ำตก เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริง นอกจากนี้ยังผ่านผาเลือด ผาผึ้ง และยังแวะเก็บผักกูดน้ำไปผักน้ำมันหอย แหมคุ้มจริงๆ เลยนะคะ

เราล่องแพมาซักพักก็มาสิ้นสุด ณ เขตรักษ์พันธ์สัตว์ป่าผาเลือด พักทานอาหาร และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เตรียมตัวนั่งรถกะบะ สภาพดี เค้าไม่ให้รถเก๋งเข้านะคะ เพราะทางนี่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เล่นเอาคนหลังกะบะหัวแดงไปตามๆ กัน

ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เดินเท้าจากอุทยานไปน้ำตกทีลอซูอีกประมาณ 2 กิโล เค้าห้ามเอาอาหาร เข้าไปทาน นะคะ แต่ทางเดินเนี่ยไม่ลำบากอย่างที่คิด มีป้ายบอกว่าต้นไม้นี่ชื่ออะไร มีระบบนิเวศอย่างไร เดินไปชมธรรมชาติสองข้างทางไป


ก็ได้ยินเสียงน้ำตกค่อยดังมาแต่ไกล ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ยิ่งดัง พอเดินไปถึง มันทำให้ถึงกับตะลึงว่า โอ้โห ทำไมมันสวยแบบนี้ เราทุกคนเงยหน้ามองน้ำตกกับหน้าผางกว้างกับต้นไม้เขียวขจี ดูสวยงามราวกับภาพวาด ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มา น้ำสีเขียวมรกต
ที่ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะลงไปสัมผัสความเย็นของสายน้ำ มันคุ้มจริงๆ ที่ได้มา ครั้งหนึ่งได้ชีวิตอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส "ทีลอซู"


ข้อมูลเพิ่มเติม
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ...
นักท่องเที่ยวมักล่องเรือยาง ไปตามลำห้วยแม่กลอง นั่งชมธรรมชาติสองข้างทาง ผ่านจุดเด่นๆ เช่น น้ำตกทีลอจ่อ บ่อน้ำร้อน ผาเลือด ล่องธรรมชาติอีก 3-4 ชม. ก็ถึงท่าทราย ซึ่งจะเป็นจุดต่อไปยังน้ำตกทีลอซู เป็นระยะทางอีกประมาณ 12 ก.ม. ถ้าเป็นฤดู


ท่องเที่ยว(ธ.ค.-เม.ย.) สามารถเดินทางโดยรถขับเคลื่อนสี่ล้อได้ ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง

จากนั้นเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกอีกประมาณ 1.8 ก.ม. ก็จะถึงน้ำตกทีลอซู นักท่องเที่ยวที่ไม่ค้างแรม ควรออกจากที่ทำการฯก่อน 17.00น. และอนุญาตให้อยู่ได้ตั้งแต่ 06.00-18.00 น.
คำแนะนำ
- น้ำตกทีลอซูปิด ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. เพราะในช่วงฤดูฝน น้ำหลากซึ่งอาจเป็นอันตราย ต่อนักท่องเที่ยว
- จุดท่องเที่ยวที่ใกล้เคียง มีอีกมากมาย เช่น น้ำตกทีลอเร บึงแฝด ซึ่งการเดินทางต้องล่องแก่ง เดินเท้า หรือใช้ช้างเป็นพาหนะ หากท่านสนใจสามารถ ติดต่อได้ที่ ชมรมอนุรักษ์ฯ อุ้มผาง

การเดินทาง
การเดินทางสู่ อ.แม่สอด
นั่งรถจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ไปยังอ.แม่สอด
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การเดินทางสู่อ.อุ้มผาง
โดยรถสองแถวขึ้นอุ้มผาง จากอ.แม่สอด เที่ยวแรก 07.00น. ออกชม.ละคัน เที่ยวสุดท้ายเวลา 15.00 น. ค่าโดยสารคนละ 100 บาท
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การเดินทางสู่ น้ำตกทีลอซู
ทางรถยนต์ : จาก อ.อุ้มผางไปทางสายห้วยหนองหลวง ถึงทางเข้าที่ทำการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ขออนุญาตที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยหนองหลวง และทำใบอนุญาต สป.7 ก่อน
ทางน้ำ : ล่องไปตามลำน้ำแม่กลอง ใช้เวลาราว 3-4 ชม. ถึงท่าทรายแล้วเดินทางต่อด้วยรถยนต์ ช้าง หรือทางเท้าได้ นั่งรถต่อจากอุ้มผางไปยังหมู่บ้าน ปะหละทะ ไปห้วยแม่กลอง อันเป็นจุดเริ่มเดินทาง ขากลับนั่งช้างจากหาดทรายบริเวณห้วยกะซอจิ๊ทะ ออกมา


ประมาณ 30 ก.ม. จนถึงหมู่บ้านปะหละทะอีกครั้งก่อนกลับทางเดิม


ข้อมูลจาก http://www.thaihealth.info/tourist20.htm

ดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย

วันนี้จะขอเก็บเรื่องราวของ "ดอกไม้" มาฝากกัน โดยเป็นเรื่องของดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลายคนคงจะเคยได้ยิน และรู้จักดอกไม้ชนิดนี้แล้ว ส่วนใครที่ยังไม่รู้ลองทายดูสิคะว่า คือดอกไม้อะไร??? ดอกไม้ที่ว่า คือ "ดอกบัวผุด"

สำหรับบัวผุดเป็นกาฝากชนิดหนึ่ง ที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของพืชชนิดอื่น จะโผล่เฉพาะดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินให้เห็นระหว่างฤดูฝนหรือในระยะที่อากาศและพื้นที่ยังมีความชุ่มชื้นสูง คือ ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับลำต้นของบัวผุดมีลักษณะเช่นไร มีการเกาะหรือเชื่อมติดกับพืชที่มันอาศัยอยู่อย่างไร

ลักษณะของดอกบัวผุด เมื่อยังตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อหรือกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่มีกลีบหนา จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80 เซนติเมตร ที่โคนของดอกจะมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง

ดอกบัวผุดเมื่อยังสดอยู่จะมีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตร นับว่าเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เคยมีรายงานว่า พืชสกุลเดียวกันนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกมากกว่า 100 เซนติเมตร ก็มี



จากผลสำรวจและวิจัย ของฝ่ายพฤษศาสตร์ กองบำรุง กรมป่าไม้ พบว่า บัวผุดพันธุ์ใหม่ ที่พบในประเทศไทยนี้ เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่า "ย่านไก่ต้ม" เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในบางครั้งมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้มซึ่งความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น (Vitidaceae) ที่มีเถาขนาดใหญ่พบขึ้นในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร ดอกย่านไก่ต้มมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ 2 เท่าของหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น

จากการศึกษา พบว่า พันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) มีประมาณ 13-14 พันธุ์เท่านั้น บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นพันธุ์ของโลกเมื่อ พ.ศ.2527 โดย Dr.M.Meijer จากมหาวิทยาลัย Kentucky สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr.A.F.G.Kerr นายแพทย์ชาวไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472

ถึงแม้ว่าดอกบัวผุดจะมีกลิ่นเหม็นมากก็ตาม แต่เป็นพืชสมุนไพรที่หายากมากและมีคุณค่าสูง คือ นอกจากจะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด ให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่งแล้วยังเป็นยาบำรุงสำหรับบุรุษเพศอีกด้วย

ในปัจจุบันดอกบัวผุดนับว่าจะหาดูได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ป่าไม้ถูกทำลายลงไปอย่างมากทำให้สภาพนิเวศน์ของป่าเปลี่ยนไปมาก จะพบดอกบัวผุดบ้างเฉพาะตามอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา จังหวัดระยอง เป็นต้น

ถึงแม้ "ดอกบัวผุด" จะเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็น แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว อย่างไรแล้วเสีย น่าจะให้ดอกไม้หายากอย่าง "ดอกบัวผุด" อยู่คู่ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ มากกว่าที่จะนำออกมาขาย หรือเก็บออกมาเพียงเพราะความแปลก ที่อยากจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ข้อมูลและภาพประกอบจาก




ทำในสิ่งที่อยากจะทำ...นะจ๊ะ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง

เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย..
ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ


ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง


เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง


เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง


เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น


เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า


แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น...........


เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง


เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง


เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง


ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น


ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ


เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว


จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน


อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

เครปเย็น อินเทรนด์ทำเงินจากวัยโจ๋

อาหารญี่ปุ่นและขนมญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมจากคนไทย-วัยรุ่นไทย และมีการพัฒนาเมนูหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “เครปญี่ปุ่น” โดยปรับสูตรเป็น “เครปร้อน” ตัวแป้งจะกรอบ ไส้เหมือนที่ใส่ในขนมปัง ทำเสร็จต้องทานทันทีมิฉะนั้นจะไม่อร่อย ขณะที่ “เครปเย็น” แบบญี่ปุ่น แป้งจะเหนียวนุ่มและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ส่วนผสมของไส้เย็น ประเภทผลไม้สด ครีมสด ไอศกรีมชนิดต่าง ๆ ฯลฯ เข้ามาผสมได้อย่างลงตัวพอดี ๆ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำเครปเย็นมานำเสนอให้ลองพิจารณา...

กัญชญาษร จุฑาพานิช หรือ “มุ่ย” เป็นเจ้าของหุ้นส่วนธุรกิจอิชิเครปเย็น เจ้าตัวเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธูรกิจนี้ว่า ไปเที่ยวญี่ปุ่น เห็นมีร้านขายเครปชนิดนี้อยู่เยอะ แต่ละร้านจะขายดี มีการต่อคิวซื้อกันเป็นจำนวนมาก ก็สนใจ พอได้ชิมก็ชื่นชอบในรสชาติ ขอนามบัตรจากทุกร้าน เมื่อกลับมาก็คุยกับเพื่อนสนิทว่าอยากจะลองทำธุรกิจตัวนี้ดู เมื่อตกลงเข้าหุ้นกันเรียบร้อยแล้ว จึงติดต่อขอซื้อสูตรจากญี่ปุ่น


“พอกลับมาก็ลองทำฝึกทำดู โดยการหาซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งราคาถูกกว่า ทำให้สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าของญี่ปุ่นหลายเท่า เครปสูตรดั้งเดิมรสชาติจะจืด ๆ ไปหน่อย เพราะคนที่โน่นเขาไม่ทานรสจัด พอเราทำขายในเมืองไทยจึงต้องมีการปรับปรุงรสชาติให้เข้มข้นขึ้น ดัดแปลงรสชาติหรือไส้ให้มีหลากหลายชนิด กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลาพอสมควร ตอนนี้มีกว่า 20 รสชาติ เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัย เช่น เยลลี่, คุกกี้, โอริโอ้, คอนเฟลก, ไอศกรีมรสต่าง ๆ หรือผลไม้ตามฤดูกาลก็นำมาใช้ได้”


มุ่ยบอกว่า ลูกค้าจะได้ซื้อในราคาที่ไม่แพง เป็นราคาขายที่คำนวณจากต้นทุน ลูกค้าสามารถเลือกหน้าผสมได้ตามใจชอบ สำหรับเมนูยอดฮิต ได้แก่ กล้วยหอม + สตรอเบอรี่ ครีมสด (วิปปิ้งครีม), ราดซอสช็อกโกแลต / โอรีโอ้ + ครีมสด / กล้วยหอม + ช็อกโกแลต / เค้ก + ครีมสด / มะม่วง+ ครีมสด / คอนเฟลก + ครีมสด / กีวี่+สตรอเบอรี่ / ปีโป้ + ครีมคัสตาร์ท / แบล็กเคอเรน+ ครีมคัสตาร์ท / โกโก้ครั้นซ์ + ครีมสด / กล้วยหอม + ครีมใบเตย / อัลมอนด์สไลด์ ฯลฯ ซึ่งทุกหน้าจะราดด้วยซอสช็อกโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่

เทคนิคความอร่อย นอกจากตัวแป้งที่นุ่มเหนียว หน้าที่ใส่ก็สำคัญ อย่างผลไม้สดจะแช่เย็นไว้รอใช้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขายก็มี... แผ่นกระทะเหล็กแบน 14 นิ้ว (เตาสำหรับทำเครป), ไม้เกลี่ยหรือไม้หมุนแป้ง, เกรียงแซะแป้ง, ไม้ปาด (สปาตูล่า), ทัพพีกลม, มีด, เขียง, ถาดสแตนเลส, พัด, ตะเกียบยาว ๆ (สำหรับช้อนแป้งขึ้น) กระดาษห่อหรือกรวยกระดาษสำหรับใส่เครป

ส่วนผสมของแป้งก็มี... แป้งสาลี 4 ถ้วยตวง, ไข่ไก่ 4 ฟอง, เนยละลาย 200 กรัม, นมสด 500 กรัม และน้ำสะอาด 250 กรัม น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ เกลือหยิบมือ และกลิ่นวานิลาสังเคราะห์นิดหน่อย


ขั้นตอนการทำแป้ง “เครปเย็น” เริ่มจากร่อนแป้งก่อน พักไว้ ทำการตีไข่ผสมนมสดหนึ่งส่วน ใส่น้ำตาล เกลือ และนมสดที่เหลือจนหมด จากนั้นค่อย ๆ ใส่แป้งที่ร่อนในเครื่องปั่นให้เข้ากัน เติมเนยละลายทีละน้อย ๆ จนหมด ปั่นต่อไปอีก 10 นาที ใส่น้ำสะอาดและกลิ่นวานิลา คนให้ส่วนผสมแป้งเข้ากันดี สังเกตว่าแป้งเนียนดีแล้ว เทใส่ภาชนะนำเข้าตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง


เมื่อต้องการทำเป็นเครป รอให้กระทะร้อนจนทั่ว ตักแป้งเทลงไปตรงกลาง เกลี่ยแล้วหมุนวนไปทางเดียว เกลี่ยแป้งให้เสมอกัน ใช้ไฟปานกลาง พอแป้งสุกใช้เกรียงแซะออกมาวางลงถาด พักให้เย็น นำวิปปิ้งครีมมาป้าย 1 ใน 5 ส่วน ใส่หน้าที่ต้องการ สตรอเบอร์รี่ผ่าเป็นสองซีก ส่วนกล้วยปอกเปลือกหั่นเป็นแว่นจัดให้สวยงาม ราดซอสเป็นการตบท้าย พับแป้งอีกให้คล้ายกรวย จากนั้นนำกระดาษหรือกรวยที่เตรียมไว้มาห่อ

ราคาขายเริ่มตั้งแต่ 40 บาท จนถึง 65 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับการผสมหน้าที่ใส่)

“เครปเย็น” เจ้านี้ มีขาย 3 สาขา คือที่ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, บิ๊กซีราชดำริ, เดอะมอลล์บางกะปิ และรับออกงานเลี้ยงต่าง ๆ โดยติดต่อมุ่ยได้ที่ โทร.08-1399- 6272, 08-6893-5599 และตอนนี้ทางร้านก็กำลังศึกษาเรื่องแฟรนไซส์อยู่ อีกทั้งประมาณปลายปีนี้จะออกหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเครปเย็น เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุ ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด วิธีการเปิดร้าน การดูทำเลขาย และการทำธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วย


เชาวลี ชุมขำ :รายงาน / สุรเชษฎ์ วัชรวิศิษฎ์ :ภาพ


คู่มือลงทุน...เครปเย็น

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 60,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคา
รายได้ ราคาชิ้นละ 40-65 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านวัยรุ่น
จุดน่าสนใจ คนไทยรุ่นใหม่ ๆ นิยมทาน

red mango ไอศกรีมเกาหลี อินเทรนด์



คนอ่าน”เดลินิวส์”หลากหลายมาก อาชีพที่เราจะนำมาเสนอเป็นทางเลือก จึงย่อมแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่แล้วเราพยายามมุ่งเน้นการลงทุนที่งบประมาณไม่มากจนเกินไปนัก อย่างไรก็ดี อาชีพที่นำเสนอในครั้งนี้ แม้งบประมาณตั้งต้นจะค่อนข้างสูง แต่ก็เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพที่สอง หรือผู้ที่อยากเป็นเถ้าแก่น้อย หรือเถ้าแก่เนี้ยน้อย ที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ด้วยวิธีการซื้อแฟรนไชส์

ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ หรือ “ก้อย” เป็นลูกสาว สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสนิทสนมกับนักข่าวสายพาณิชย์เป็นอย่างดี แต่ก้อยมักไม่ยอมบอกชื่อพ่อ จนกว่าจะถาม ตอนนี้อายุ 33 ปี และเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมแบรนด์ดังจากเกาหลี ไอศกรีมโยเกิรต์เพื่อสุขภาพ โดยอีกอาชีพหนึ่งก็คือนักกฎหมายของบริษัท Baker& Mc Kenzie ทำมา 6 ปีแล้ว ลูกความส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้ได้รูปแบบทางธุรกิจเยอะ รวมทั้งทักษะทางกฎหมายสำหรับการลงทุน

การเป็นคนรุ่นใหม่ ชอบความท้าทายใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสตัวเองลองพิสูจน์ความสามารถด้านอื่น ๆ พอดีกับที่พี่ชายอยากให้ช่วยบริหารงานที่มีหุ้นส่วนเป็นคนเกาหลี อิงความแรงของเทรนด์เกาหลีในไทยต่อยอดธุรกิจ จึงได้นำเข้าเครื่องสำอาง Misha เข้ามาก่อน ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ

สำหรับการนำเข้าไอศกรีม “red mango” ก้อยเล่าว่า มีจุดเริ่มต้นจาก มิสเตอร์ รอนนี่ ซู เจ้าของแบรนด์ เปิดสาขาแรกในต่างประเทศที่ L.A. แล้วได้รับการตอบรับดีมาก มีคนดังระดับฮอลลีวู้ดเป็นลูกค้าประจำ เมื่อตนเองไปสำรวจตลาดที่เกาหลี ได้กินไอศกรีมยี่ห้อนี้ เกิดติดใจรสชาติความอร่อย เลยบอกพี่ชายว่าอยากได้แบรนด์ตัวนี้ เมื่อติดต่อไปตอนแรกเค้าไม่ยอมให้ เพราะยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำตลาดต่างประเทศได้ จึงเชิญมาดูตลาดไอศกรีมที่เมืองไทย ซึ่งมีทั้งมาจากอิตาลี นิวซีแลนด์ ฯลฯ แต่ยังไม่มีของเกาหลี

“ยุคนี้เป็นช่วงที่กระแสคนรักสุขภาพมาแรงมาก คนหันมาสนใจอาหารสุขภาพ และเริ่มออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กัน เจ้าของแบรนด์จึงเห็นโอกาสในการขยายสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชีย ตัดสินใจให้ลิขสิทธิ์กับบริษัท KRC (Thailand) จำกัด ที่ก้อยเป็นกรรมการผู้จัดการ ให้เป็นผู้นำเข้า Red Mango แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่เป็นโยเกิร์ตแบบ Non Fat ทานแล้วไม่อ้วน เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัย”


ก้อยบอกว่า ธุรกิจไอศกรีมบ้านเรายังโตได้สบาย เพราะสภาพอากาศร้อนเกือบทั้งปี และสินค้าที่นำเข้ามา หากเปรียบเทียบคู่แข่งระดับเดียวกัน ยังไม่มี จัดอยู่ในระดับพรีเมี่ยม เน้นคุณภาพ รสชาติที่กลมกล่อม มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจคือท๊อปปิ้งที่ใส่ เป็นผลไม้สดตามฤดูกาลที่เลือกสรรมาอย่างดี อาทิ กีวี่, แตงโม ,สตรอเบอรี่, แคนตาลูป, ส้มแมนดาริน, สับปะรด และผลไม้กระป๋อง มีลำไย ลิ้นจี่ และธัญพืชประเภทเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ของขบเคี้ยว คอนเฟลก และซีเรียล

ผลไม้ที่สั่งมาจากต่างประเทศอื่นเช่น ถั่วแดงเม็ดเล็ก ลูกพีช เป็นต้น โดยลูกค้าจะเลือกท็อปปิ้งเองตามชอบ ท็อปปิ้งอย่างละ 10 บาท สำหรับท็อปปิ้งยอดนิยมที่มีคนสั่งมากสุดคือ มะม่วง กีวี่ สตรอเบอรี่ ลิ้นจี่ ถั่วแดงเม็ดเล็ก และคอนเฟลก โดยไอศกรีมรสดั้งเดิม เป็นตัวยืนที่ได้รับความนิยม หลังเทศกาลถือศีลกินเจได้เพิ่มรสชาเขียวเข้ามาใหม่


ขนาดจำหน่ายของไอศกรีมแบรนด์นี้มี 3 ไซส์คือ ไซส์ SS ราคา 49 บาท, ไซส์ S ราคา 89 บาท, ไซส์ M ราคา139 บาท และไซส์ L ราคา 189 บาท (เป็นถ้วยใหญ่ ลูกค้าชอบสั่งเวลามาหลายคน)

จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ทางเจ้าของแบรนด์จึงเปิดให้ผู้ประกอบการไทยเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ เป็น Exclusive แฟรนไชส์ในไทย โดยรูปแบบของร้านคือเป็นไอศกรีมไขมันต่ำ ที่กินแล้วไม่อ้วน เป็นไอศกรีมผลิตจากโยเกิร์ต มีแลคโตบาซิลลัส และน้ำตาลฟรุตโตสไม่ถึง 0.1%


ที่จะเพิ่มเสน่ห์คือ บรรยากาศของร้านต้องมีมุมสบาย ๆ สะอาดตา สไตล์คลาสสิก และดูสดใส เหมาะสำหรับนัดพูดคุยและพบปะสังสรรค์ โดยผลตอบรับของธุรกิจนี้นับว่าดีมาก ล่าสุดมีทั้งหมด 18 สาขาแล้ว ทั้งนี้ ใครสนใจต้องการร่วมธุรกิจไอศกรีม red mango ติดต่อสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขแฟรนไชส์กับคุณก้อยได้ที่ โทร.0-2685-3121, 08-18021313 หรือดูในเว็บไซต์ www.redmangoThailand.com

กระแสความนิยมในเรื่องต่าง ๆ นั้น หากรู้จักนำหลักธุรกิจ หลักการประกอบอาชีพ เข้าไปจับได้อย่างเหมาะเจาะ-ถูกจุด ก็จะเกิดเป็นธุรกิจ เป็นอาชีพ ที่ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งก็รวมถึงกระแส “เกาหลีฟีเว่อร์” กระแส “ตื่นตัวใส่ใจการกินเพื่อสุขภาพ” เช่นรายที่ทีม “ช่องทางทำกิน” นำเสนอเป็นกรณีศึกษารายนี้

คู่มือลงทุน...ไอศกรีม red mango

ทุนเบื้องต้น 1.5- 2 ล้าน ต้นทุนขึ้นกับขนาดร้าน
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคาขาย
รายได้ ถ้วยละ 49 บาท ถึง 189 บาท
แรงงาน 3-4 คนขึ้นไป
ตลาด ห้างสรรพสินค้า, ย่านช็อปปิ้ง
จุดน่าสนใจ เข้ากระแสเกาหลี-รักสุขภาพ


เชาวลี ชุมขำ / พลอยไพลิน บินชัย :รายงาน

10 ร้าน 10 รส คนบันเทิง ขยันทำมาหากิน

อาชีพดารา นักร้อง นักแสดง ถือเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปสัมผัส เพราะในสายตาของคนทั่วไปแล้วมองว่าอาชีพนี้นอกจากจะได้แต่งตัวสวย เป็นผู้นำแฟชั่น เป็นไอดอลของเด็กและเยาวชนแล้วยังมีรายได้ที่งดงามตามมาด้วย

แต่ทว่าในความเป็นจริง อาชีพที่ขายหน้าตา ขายเสียงนั้น แทบไม่มีความจีรังยั่งยืน
เพราะทุกปีจะมีคนที่ใหม่กว่า สดกว่าก้าวขึ้นมาประชันฝีมือบนเวทีแห่งนี้ตลอด สปอตไลต์ที่เคยสาดส่องก็เริ่มจะเปลี่ยนทิศ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มเก็บหอมรอมริบเงินได้ก้อนหนึ่ง บรรดาคนบันเทิงก็นิยมเปิดกิจการเป็นของตนเองเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวันข้างหน้าในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปคนบันเทิงมีวิธีคิดในการเลือกประกอบอาชีพที่สองอย่างไร แล้วแต่ละคนประสบความสำเร็จแค่ไหน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของแฟนคนบันเทิงอย่างยิ่ง

ในงาน พลังสร้างไทย พลังใจสร้างอาชีพ ที่ M-150 ได้จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยลดวิกฤตคนว่างงาน จึงไม่เพียงแต่จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสินค้าโอท็อปทั่วประเทศนำสินค้ามาร่วมแสดงแล้วยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับเหล่านักร้อง นักแสดง ที่ได้ประกอบอาชีพอิสระมาร่วมออกบูทประชันลีลาการผลิตสินค้าและขายสินค้า เรียกให้ผู้สนใจอยากกระทบไหล่คนบันเทิงกันแบบใกล้ชิดได้เดินเข้ามาร่วมงาน

นานๆ คนบันเทิงจะได้มีโอกาสมารวมตัวกันออกร้าน งานนี้จึงมีทั้งผู้ที่ใคร่ชิมสินค้า ผู้ที่ใคร่ถ่ายรูปพูดคุยกับดารา และผู้ที่สนใจอาชีพอิสระเข้าไปร่วมงานอย่างคึกคัก


วีเจ จ๋า-ไอศกรีมโอลูรี่

ร้านแรกไอศกรีม "โอลูรี่" ชื่อร้านเป็นภาษาฮาวาย เจ้าของไม่ใช่ใครอื่น เป็นของ VJ จ๋า "ณัฐฐาวีรานุช ทองมี"

ความหมายของชื่อร้าน คือ การเขย่า (shake) เหมือนกับการผสมเครื่องดื่มนั่นเอง

"จ๋า" บอกว่า "ชีวิตคนเราอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ วันนี้มีเงินพรุ่งนี้ก็อาจจะหมดได้ เราจึงต้องพยายามหาเส้นทางที่ทำให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้"

ข้อคิดง่ายๆ แต่ได้ใจของสาว "จ๋า" บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการก้าวเข้ามาจับธุรกิจนี้ได้อย่างชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตาม "จ๋า" ยังบอกอีกว่า "ช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ ร้านโอลูรี่ ก็ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะคนมีการใช้จ่ายน้อยลงแต่สินค้าประเภทอาหารเครื่องดื่มมีราคาไม่แพงมาก เรียกว่าราคาน่ารักๆ พอคุยกันจึงทำให้คนมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่เรื่อยๆ"

"ร้านโอลูรี่" มีไอศกรีมหลากหลายรสที่บางส่วนมีการดัดแปลงสูตรมาทำบ้าง บางสูตรทาง "ร้านโอลูรี่" ก็มีการคิดค้นขึ้นเองด้วย อย่างเช่น สูตรสตรอว์เบอร์รี่สมูทตี้ แต่ที่เด็ดสุดของร้านนี้ที่แนะนำผ่านประชาชาติธุรกิจมา คือ ไอศกรีมโมจิ สีสวยน่ารัก เรียกว่าอร่อยแบบ VJ จ๋า ต้องที่โอลูรี่เท่านั้น



หนุ่มแทน-ลูกชิ้นดาวร้าย

มาถึงร้านที่สองใช้ชื่อแบรนด์แบบบู๊ๆ ว่า "ลูกชิ้นดาวร้าย" เป็นของ ฐิติ พุ่มอ่อน หรือ "หนุ่มแทน" ดาวร้ายหน้าหล่อที่มีอีกด้านที่น่ารักเหมือนกัน

"แทน" บอกว่า "แบรนด์ลูกชิ้นดาวร้ายทำมาได้เกือบ 2 ปี ทุกวันนี้คนเริ่มรู้จักกันมากขึ้น สาเหตุที่มีลูกชิ้นดาวร้ายก็เพราะ เห็นว่ามี "ลูกชิ้นปู-เด๋อ" ก็เลยลองทำลูกชิ้นดาวร้ายขึ้นมาบ้าง" ช่างเป็นชื่อร้านที่เหมาะเจาะกับรูปลักษณ์ของเจ้าของร้านมากเลย

"แทน" บอกถึงความพิเศษของลูกชิ้นดาวร้ายที่โดดเด่นแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ว่า เป็นลูกชิ้นที่ชาวมุสลิมสามารถซื้อทานได้ด้วย และถ้าจะทานให้อร่อยมีสูตรว่าต้องทานคู่กับน้ำจิ้มนางเอกของทางร้าน ที่สำคัญลูกชิ้นดาวร้ายใช้วัตถุดิบอย่างดีไม่มีผสมแป้งเพื่อลดต้นทุน

"แทน" แอบกระซิบบอกว่า น้ำจิ้มของลูกชิ้นดาวร้ายได้รวมนางเอกไว้ครบทุกรส ทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ด ดังนั้นจึงเป็นสูตรเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร



ติ๊ก ชีโร่-โดนัท โด ดี โด

ร้านที่สาม อร่อยแบบหวานๆ กับร้าน "โดนัท โด ดี โด" โดนัทแป้งดีของนักร้องหนุ่มอารมณ์ดี โต้ ชีริ๊ก "ติ๊ก ชีโร่"

ร้านนี้เจ้าของร้านเลือกใช้โทนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ทุกครั้งที่ต้องไปยืนเป็นพรีเซ็นเตอร์หน้าร้าน ติ๊ก ชีโร่ จึงต้องใส่สีเขียวทั้งชุด เพื่อให้กลมกลืน ทั้งกล่อง ทั้งถุงใส่ขนมร้านนี้ก็ยังใช้กระดาษเป็นสีเขียว ไม่ต้องพูดถึงพนักงานขายหน้าร้านอย่างไรหนีไม่พ้นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดเสื้อสีเขียว

เรียกว่าเขียวทั้งร้าน เพราะคอนเซ็ปต์เขาวางไว้อย่างนี้

"ติ๊ก ชีโร่" ให้เหตุผลแบบอินเทรนด์ว่า เพื่อร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหามาแรงจึงนำเสนอทุกอย่างเป็นแพ็กเกจสีเขียว

โดนัทแบรนด์โด ดี โดนี้ถือเป็นอีกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เพราะเปิดมายังไม่ถึงปี ปัจจุบันมีทั้งหมดเกือบ 10 แห่ง โดยไม่ได้ขายแฟรนไชส์ให้กับที่อื่น เรียกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการขายสินค้าเข้ากระเป๋าพี่ติ๊กคนเดียว

ติ๊กเล่าให้ฟังว่า โดนัทในร้านเป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเองเพราะเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้เริ่มรักษาสุขภาพของตัวเองแล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องของอาหารการกินกันมากขึ้น ทางร้านจึงเลือกใช้สูตรแป้งที่มีน้ำตาลน้อย (low sugar) เพื่อตอบโจทย์สาวๆ ที่ห่วงรูปร่างของตัวเองก็สามารถทานได้อย่างสบายหายห่วง โดยมีเมนูให้เลือก 40 กว่ารสชาติ แต่รสชาติที่ฮิตที่สุดพนักงานขายหน้าร้านกระซิบบอกมา คือ โดนัทตุ๊กตาหน้ายิ้ม และเค้กแยมจุด ที่เห็นเป็นรูปการ์ตูนติดอยู่ที่ถุงใส่ขนม และสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเลือกเดินเข้าร้านโดนัท โด ดี โด กันอย่างเนืองแน่นก็เพราะสินค้าของร้านแห่งนี้ผลิตกันใหม่สดทุกวัน การันตีว่าไม่มีของค้างคืน

ใครอยากลิ้มรสโดนัทในสไตล์ช่วยลดโลกร้อนว่าเป็นอย่างไร ก็แวะกันไปได้ที่ร้าน "โดนัท โด ดี โด" ที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งแฟชั่นไอส์แลนด์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่อื่นๆ อีกมากมาย


หนุ่มเอ-ปลาดุกฟู

เดินมาถึงร้านที่สี่ ไม่แวะก็คงไม่ได้ ร้านนี้เป็นของ "หนุ่มเอ เชิญยิ้ม" ขายยำปลาดุกฟู ตั้งชื่อร้านแบบน่ารักๆ ว่า "ฟู๊ ฟู เอเชิญยิ้ม"

กรรมวิธีในการทำยำปลาดุกฟูดูเหมือนจะง่ายๆ แต่หนุ่มเอบอกว่าไม่หมูเหมือนกัน กว่าจะได้อาหารรสเลิศมาเสิร์ฟผู้บริโภคต้องคัดปลาอย่างดีนำมาต้มจนสุกแล้วลอกเอาเฉพาะเนื้อของปลาแล้วนำมาปั่นให้ละเอียดจนเข้ากันดีแล้ว จากนั้นนำมาทอดในน้ำมันที่เดือดจนเหลืองกรอบ ซึ่งที่ร้านจะใช้เนื้อปลาล้วนๆ ไม่ผสมแป้งจึงมีความกรอบนอกนุ่มใน เวลาทานเข้าไปแล้วจะเหมือนเส้นสายไหมที่เป็นขนมหวาน

เรียกว่ากว่าจะมาเป็นยำปลาดุก ฟู๊ ฟู ได้ก็ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เสียปลาดุกฟรีไปหลายกิโลกรัม เพราะครั้งแรกที่ทำออกมาหน้าตาเป็นยำปลาดุกแฟบ ต้องพัฒนาสูตรกันอยู่นาน พยายามหากรรมวิธีจนกลายมาเป็นยำปลาดุกฟูในแบบที่น่ารับประทานเช่นปัจจุบัน

หลายวันอาจจะยังไม่รู้ว่า ทำไมหนอหนุ่มเอจึงเลือกขายปลาดุกฟู มันอินเทรนด์ ตรงไหน เมื่อสอบถามพนักงานได้รับคำตอบว่า การที่หนุ่ม "เอ" เลือกทำยำปลาดุกเพราะส่วนหนึ่งเป็นคนอิสลาม เห็นหน้าตาหล่อตี๋แบบนี้ไม่บอกไม่รู้เลยนะนี่ว่ามีเชื้อ

จะว่าไปแล้วตอนนี้ฟู๊ ฟูก็เฟื่องฟูไม่น้อยกว่าธุรกิจของคนบันเทิงคนอื่นๆ เพราะมีร้านแฟรนไชส์ถึง 10 แห่งแล้ว แถมยังมีรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่อีกด้วย


ตี๋ ดอกสะเดา-ไอศกรีมทอด

ร้านที่ห้า เห็นแล้วต้องแปลกใจ แค่ชื่อร้าน "ไอศกรีมทอด ตี๋ ดอกสะเดา" ก็ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตั้งคำถามแล้วว่า หน้าตามันเป็นอย่างไร ยิ่งเห็นคำเชิญชวนที่ว่า อร่อยขึ้นตา มีให้เลือก 5 รสชาติ ยิ่งเพิ่มข้อสังสัยต้องเดินเข้าไปสอบถาม

"หนุ่มตี๋" คุยด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองว่า ทำตรงนี้มาได้ 2 ปีแล้ว ธุรกิจมีขึ้นมีลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจของสังคม แต่ก็พออยู่ได้ในระดับหนึ่ง ตอนนี้มีแฟรนไชส์ทั้งหมด 167 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัด โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่

และที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ชอบทานของแปลก ไอศกรีมเย็นๆ ทอดในความร้อนที่สูงแต่ไม่ละลาย ถือเป็นของหวานอีกชนิดที่ช่วยคลายร้อนได้ดี

เมื่อถามของเรื่องอุปสรรคในการทำงาน "หนุ่มตี๋" บอกว่าก็มีบ้าง อย่างเช่นปัญหาการเจาะตลาดหรือแหล่งที่ขายว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าเป็นที่รู้จักของตลาด

"หนุ่มตี๋" แม้จะเลือกอาชีพตลกเป็นอาชีพหลัก แต่ชีวิตจริงที่ไม่สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตอีกทางหนึ่ง

จอน ม๊กจ๊ก-น้ำพริกสู้ชีวิต

ร้านที่หก ไม่ลองไม่รู้กับ น้ำพริกสู้ชีวิต ของตลกสาวแคระสู้ชีวิต จอน ม๊กจ๊ก ลิ้มรสแล้วอร่อยไม่แพ้เจ้าอื่น

ถ้าจะพูดถึงชีวิตของหญิงเหล็กคนหนึ่งที่เศร้าและทุกข์ไม่แพ้เรื่องราวในละครไทย แต่เธอก็ไม่เคยท้อกับชีวิตที่บางครั้งต้องนั่งร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายเธอเลือกที่จะให้กำลังใจตัวเองด้วยการลุกขึ้นสู้ใหม่เสมอ

แม้ในสายตาหลายคนจะมองเธอว่าเป็นตลกตกอับ แต่ "จอน" บอกว่า "ไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นแต่พยายามทำทุกอย่างด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ตัวเองมี เพราะสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่การตกอับแต่มันเป็นเรื่องของการสร้างอาชีพเสริมให้กับตัวเอง หากพรุ่งนี้ไม่มีงานตลก แต่ก็ยังมีน้ำพริกให้ขาย ที่สำคัญสิ่งที่ทำไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนทุกการกระทำ ทุกความตั้งใจเพื่อความอยู่รอดเหมือนกับทุกๆ ชีวิตในสังคม"

"จอน" บอกว่า ทำ "น้ำพริกสู้ชีวิต" มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว ชีวิตพออยู่ได้ ที่สำคัญยังได้กำลังใจดีๆ จากคนรอบข้างเสมอ การทำน้ำพริกตอนนี้ก็ไม่ลำบากมากเพราะมีลูกมือช่วยทำ 2-3 คน เป็นน้ำพริกที่ไม่ผสมสารกันบูด คิดเอง ทำเอง ทุกขั้นตอน


อิทธิ พลางกูร-ไก่ทอดเก็บตะวัน

ร้านที่เจ็ด อิ่มอร่อยแบบทอดๆ กับ "รานไก่ทอดเก็บตะวัน ของ ครอบครัวอิทธิ พลางกูร

แค่เห็นชื่อร้านไก่ทอดก็ต้องนึกถึงเพลงเก็บตะวันที่พี่อิทธิ พลางกูร เคยร้องเอาไว้ เพราะเพลงนี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อหากินใจ เสียงของนักร้องยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้ฟังอินทุกครั้งที่เสียงเพลงนี้ลอยมาตามสายลม

ครอบครัวของคุณอิทธิ พลางกูร บอกว่า "ไก่ทอดเก็บตะวันทำผ่านมาได้ 1 ปีแล้ว เหตุผลที่เลือกทำไก่ทอดเก็บตะวันเพราะทางครอบครัวชอบทานไก่ทอดเป็นอาหารหลักของบ้าน เมื่อก่อนเวลาเดินทางไปไหนก็จะมีข้าวเหนียวไก่ทอดไปทานด้วยทุกครั้งแล้วก็อยากจะแบ่งปันความอร่อยให้กับคนอื่นบ้าง"

ในวันที่คิดจะเปิดกิจการนี้ก็มานั่งคิดกันว่าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี สุดท้ายก็มาสรุปที่ร้านไก่ทอดเก็บตะวัน ซึ่งอิทธิ พลางกูร เป็นคนตั้งเอง ซึ่งทางร้านก็ไม่ได้มีแค่ไก่ทอดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีปูจ๊อ หอยจ๊อ ปูจ๋า กุ้งพันอ้อย และเร็วๆ นี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า "น้ำพริกยังจำไว้" ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของครอบครัวพลางกูร ไม่ใส่ผงชูรสและสารกันบูด

เจ้าของร้านบอกว่า ร้านนี้ไม่เหมือนร้านไก่สูตรอื่นๆ เพราะใช้สูตรพิเศษในการหมักไก่ทำให้รสชาติดี

ถ้าใครติดใจรสชาติก็ต้องคอยติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะร้านนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีแฟรนไชส์ ไม่มีสาขาแล้ว ยังไม่ได้เปิดขายเป็นประจำทุกวัน แต่จะเปิดเฉพาะในช่วงออกงานต่างๆ เท่านั้น



ตาโย่ง-น้ำพริก ร้านที่แปด อร่อยแบบไทยๆ กับ น้ำพริกตาโย่ง

แค่ได้ยินชื่อน้ำพริก หน้าของตลกโย่ง ก็ลอยมาทันที

น้ำพริกตาโย่งเป็นอย่างไร น้าโย่งบอกว่า "น้ำพริกแบรนด์นี้ทำมาได้เกือบ 8 ปีแล้ว เริ่มจากที่ตอนแรกก็ทำอาชีพตลกเพียงอย่างเดียว แต่ก็เริ่มมาคิดได้ว่าวันนี้มีคนดูเรา แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีคนดูก็ได้ เพราะชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่ยั่งยืนจึงคิดทำธุรกิจเสริม แต่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี แต่ก็พยายามคิดจากสิ่งที่มีที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน และด้วยความที่บ้านทำน้ำพริกอร่อย ประกอบกับตัวเองชอบรับประทานน้ำพริกอยู่แล้ว บางครั้งก็ห่อไปรับประทานที่ทำงานแล้วก็แบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ที่ทำงานรับประทานด้วย หลายๆ คนก็ชมว่าอร่อยก็เลยคิดขึ้นมาได้เลยว่าน่าจะลองทำน้ำพริกดู

ถ้าใครชอบรับประทานน้ำพริกจะรู้ว่าในท้องตลาดนั้นมีแต่น้ำพริกของยอดคุณแม่ทั้งนั้น ทั้งแม่ประนอม แม่บุญเรือง พอน้ำพริกตาโย่งออกมาเปิดตลาด หลายคนจึงอยากลิ้มชิมรสดูสักครั้ง

น้าโย่งบอกว่า น้ำพริกนี้เป็นน้ำพริกผู้ชายรายแรกของไทยถึงแม้จะมีแบรนด์อื่นตามมาก็ตาม แต่จนถึงทุกวันนี้แม้จะเจอกับพิษเศรษฐกิจบ้างก็ไม่ได้รับผลกระทบ มากมายเพราะเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่มีการลงทุนไม่มาก แต่ก็ต้องขยันมากขึ้นเพื่อให้อยู่ได้ แถมยังได้ลูกสาวสุดที่รักมาช่วยดูแลในเรื่องของการตลาดด้วยจึงทำให้ทั่วทุกภาคของไทยมีน้ำพริกตาโย่งขายอยู่ทั่ว

และที่น่าสนใจคือ ตอนนี้มีถึงสิบสูตรเป็นสูตรที่คิดเองทำเองจากคนที่บ้าน ตอนแรกก็ใช้พื้นที่ที่บ้านทำแต่ก็เริ่มขยับขยายจนตอนนี้ต้องผลิตในโรงงาน ตอนแรกที่ทำคิดแค่ว่าคงจะขายได้ หรือขายได้เพราะหน้าตา ชื่อเสียง ที่อยู่ข้างกระปุก แต่เมื่อคนซื้อกลับมาซื้ออีกครั้งที่ 2-3 เราก็รู้สึกชื่นใจว่าของเราก็ยังอร่อย

สำหรับอาชีพตลกน้าโย่งบอกว่า ก็ยังรักไม่เปลี่ยนเพราะน้าโย่งรักในสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตมีอย่างทุกวันนี้ เรื่องเงินไม่สำคัญขอให้ได้เล่นตลกให้คนหัวเราะมีความสุขเป็นใช้ได้


ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ

ร้านที่เก้า ชื่อนี้แทบไม่มีใครรู้จัก เดินไปตลาดไหนก็เจอ ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ

จุดเริ่มต้นของ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" กล่าวขานกันว่า มาจากในช่วงตั้งครรภ์ "ปู" (กนกวรรณ บุรานนท์) ว่างไม่ได้รับงานแสดงหรือโชว์ตัวใดๆ ทำให้เกิดความคิดที่ต้องการจะมีอาชีพอื่นเพื่อรองรับอาชีพนักแสดงที่อาจจะลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งการที่เลือกขายลูกชิ้นมาจากในช่วงงานกาชาดทุกปีจะเชิญนักแสดงไปร่วมออกบูทขายสินค้าเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และในปีนั้นได้เลือกขายลูกชิ้นปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

จากจุดตรงนี้เองที่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดธุรกิจลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ ที่ได้รับความนิยมในวันนี้

"ลูกชิ้นที่นำมาขายช่วงแรกนั้นรับมาขายอีกที่หนึ่งยังไม่ได้ทำเองเหมือนในปัจจุบัน ส่วนสูตรในการทำก็พยายามพัฒนาและลองผิดลองถูกด้วยตัวเองได้สูตรอะไรมาก็ทดลองทำหมด หมูหมดไปหลายกิโลเหมือนกันกว่าจะได้ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เจ้าของร้านเล่าให้ฟังและบอกต่ออีกว่า ทาง "ปู" และ "คุณเด๋อ" ตั้งใจไว้ว่าจะยึดธุรกิจนี้เป็นอาชีพหลักต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะการเป็นนักแสดงไม่สามารถสืบทอดต่อไปจนถึงรุ่นลูกได้ แต่การสร้างธุรกิจของเราเองสามารถสร้างอาชีพให้แก่ลูกต่อไปได้ในอนาคต

จุดเริ่มต้นในตอนแรกแม้ว่าจะเหนื่อยมาก ทั้ง "ปู" และ "คุณเด๋อ" เพราะทั้งคู่มักจะออกมาขายและแนะนำสินค้าด้วยตัวเองเสมอ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ทั้งสองคนก็ยังได้เปรียบคนอื่นๆ ตรงที่เป็นนักแสดงทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้า ทั่วทุกสารทิศ หลังจากลูกค้าคนหนึ่งได้ชิมก็บอกต่อ แล้วมีการกลับมาซื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยอดขายจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าความเป็นดารา นักแสดงจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การขายสินค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ปูกับเด๋อก็เชื่อว่าสุดท้ายสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจอาหาร คือ ความใส่ใจในรสชาติ และขั้นตอนการผลิต เพราะอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด


ถั่วแระ เชิญยิ้ม-ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

มากันที่ร้านสุดท้าย ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำของนายกสมาคมตลกอย่าง ถั่วแระ เชิญยิ้ม ที่ขายหมดก่อนใครเพื่อน แสดงว่าของเขาดีจริงๆ ไม่รู้ว่าหนุ่มเคราแพะ ถั่วแระ เชิญยิ้ม ใช้สูตรพิเศษอะไรในการทำน้ำซุปถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือว่ามีคาถาดีเรียกคนเข้าร้าน

หลังจากเดินสำรวจแล้วพบแต่ตู้เปล่าๆ เลยหมดโอกาสหาคำตอบมาฝากผู้อ่าน เอาไว้คราวหน้าปะหน้าถั่วแระจะรีบไขปริศนานี้ทันที

ทั้งหมดคือตัวอย่างของ "คนบันเทิง" ที่ไม่ได้ติดอยู่กับความรุ่งโรจน์ในปัจจุบัน แต่มองไปถึงอนาคตว่าจะอยู่อย่างไรอย่างมั่นคงและมีความสุข

อาชีพอิสระที่เหล่าคนบันเทิงเลือกทำจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหรือแผนสำรองในการใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน
เครดิต http://women.sanook.com/work/108jobs/index.php
ภาพประกอบจาก Internet

ขยะลวด...ถักทอจินตนาการ

วันนี้เราจะพามาชมการทำเศษลวดเป็นงานศิลปะ กระทั่งสามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ ที่บ้านคุณเต๋า-สมชาย แซ่ตั้ง ซึ่งเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจฟุบเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง

จุดประกายจินตนาการ

เพียงก้าวแรกที่เจ้าของบ้านใจดีเปิดประตูต้อนรับ เราก็ถูกสะกดไว้ด้วยความสวยงามของต้นไม้ลวดที่สูงใหญ่ราว 2 เมตร ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอ่อนช้อยอยู่ภายในบ้าน ด้วยเส้นสายลายถักที่สอดประสานกันอย่างประณีตบรรจง ต้นไม้นี้จึงไม่เหลือความแข็งกระด้างซึ่งเป็นธรรมชาติของเส้นลวดให้เราได้สัมผัสถึง

คุณเต๋าเล่าถึงแรงบันดาลใจว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น สนใจปลูกบอนไซตามคุณพ่อ ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำงานอยู่กับลวดตลอดเวลา เมื่อมีขยะเหลือใช้จากลวดจึงเริ่มนำมาประดิดประดอย

“เศษลวดไม่ว่าจะสั้นหรือยาวแค่ไหนให้เก็บไว้ เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ สร้างสรรค์งานได้ อย่างเศษลวดจากราวตากผ้า ไม้แขวนเสื้อ ขยะเศษลวดทั้งจากที่บ้าน ที่ทำงาน นำมาให้ได้ทั้งนั้น”

หลังจากจดๆ จ้องๆ อยู่นาน ก็ชักจะคันไม้คันมือ อยากลองทำกับเขาบ้าง เราไปลงมือทำกันดีกว่าค่ะ

งานลวด ไม่ยากอย่างที่คิด

คุณเต๋าเล่าถึงงานลวดว่ามีด้วยกัน 3 ประเภท คือ ดัด พัน และถัก

“สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ เริ่มจากชิ้นเล็กๆ ง่ายๆ ตามที่ใจเราชอบ สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัว เช่น ตัวสัตว์ต่างๆ ดอกไม้ แล้วร่างรูปแบบง่ายๆ ในกระดาษก่อน จากนั้นนำเส้นด้ายมาขดตามที่รูปร่างตามเราต้องการ เพื่อกะความยาวของลวดที่จะใช้ ตัดลวดตามความยาวนั้น แล้วค่อยลงมือดัดทำ เศษลวดเก่าออกสีหมอง ก็สามารถนำมาพ่นสีสเปรย์ให้ใหม่ได้”

จากการพัฒนางานอย่างไม่หยุดนิ่ง คุณเต๋าก็สามารถผลิตของใช้ต่างๆ ออกมามากมาย เช่น ที่หนีบนามบัตร ที่แขวนต่างหู เชิงเทียน โคมไฟ ทั้งยังนำมาผสมผสานเข้ากับวัสดุอื่นๆ ได้ตามจินตนาการเช่น ตอไม้ ขวดแก้ว ลูกปัด พลาสติก จนได้ของใช้ที่สวยงามแปลกตา

คุยกันไปคุยกันมา ในที่สุด มือใหม่อย่างเราก็สามารถสร้างสรรค์ที่เสียบนามบัตรที่มีรูปร่างสีสรรค์ออกมาได้สวยไม่น้อย ตอนนี้เห็นด้วยกับคุณเต๋าร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วค่ะว่า งานลวดทำให้จินตนาการเป็นจริงได้ง่ายนิดเดียว

สนใจเรียนฟรี คุณสมชาย แซ่ตั้ง (เต๋า) สอนอยู่ที่ ตลาดนัดสนามหลวง 2 (ส่วนขยายศูนย์อาหารโซน 1) วันเสาร์ สนใจติดต่อ 081-816-2595

ขอบคุณข้อมูล : นิตยสารชีวจิต

‘เลี้ยงผึ้งจิ๋ว’ ไม่ยาก ไม่ง่าย ทำเงินได้ดี

ต้นทุนต่ำ-ขายได้ราคาสูง

“ผึ้งจิ๋ว” เป็นผึ้งพื้นเมืองของไทย ไม่มีเหล็กใน สามารถเพาะเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่ง “น้ำผึ้ง” ของผึ้งจิ๋วกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหารและมีสรรพคุณทางยาสูง และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาให้พิจารณา...

วิสิทธิ์ ธนูอาจ เกษตรกรสวนผลไม้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นคนจันทบุรี ต.วังแซม อ.มะขาม จ.จันทบุรี วัย 47 ปี เป็นผู้หนึ่งที่เพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว โดยเขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำการเกษตรอย่างหลงทางไปมากเพราะมุ่งแต่พึ่งยาฆ่าแมลงจนมีหนี้ท่วมตัว ต้องเลิกอาชีพเกษตรกรหันไปรับจ้างเป็นพนักงานขับรถ แต่แล้วก็เคราะห์ซ้ำเมื่อเกิดตาบอดไปข้างหนึ่งเพราะตัดหญ้าแล้วเศษไม้กระเด็นเข้าตา จนต้องเลิกอาชีพขับรถ ไปเป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งรายได้ก็ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัวที่มีลูก 2 คน จนวันหนึ่งวันฟ้าใสก็บังเกิด เมื่อได้เข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 1 ได้พบกับ รศ.ดร.สำนึก บุญเกิด อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้สอนวิชาเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” ผลิต “น้ำผึ้งอินทรีย์” ที่เรียกว่า “ชันโรง” ให้

ทำให้รู้ถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องทุกกระบวนการ และสามารถนำมาต่อยอดให้ความรู้กับภรรยาและลูก ๆ จนยึดเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน จนทำให้สามารถขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ รวมถึงส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำชันโรง ซึ่งเป็นผลิตผลส่วนต้นที่นำไปพัฒนาเป็นน้ำผึ้งชันโรง 100% เพื่อวางขาย ส่งขายให้อาจารย์มหาวิทยาลัย และทั่ว ๆ ไป รวมถึงการออกร้านเคลื่อนที่ในงานเทศกาล ต่าง ๆ โดยขายได้ในราคา 500 บาทต่อ 1 ขวดกลม

วิสิทธิ์บอกอีกว่า นอกจากนี้เขายังได้รับการเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ไปเป็นวิทยากรผู้อบรมการเลี้ยงผึ้งจิ๋วแก่ต้นกล้าอาชีพรุ่นน้อง รวมถึงหน่วยราชการต่าง ๆ จนปัจจุบันนี้เขามีรายได้แบบก้าวกระโดดขึ้นมาเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท ซึ่งต้องขอขอบคุณบุคคลและโครงการที่ได้ให้โอกาส

สำหรับขั้นตอนการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋วหรือชันโรง หลัก ๆ มี 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการย้ายรัง และ ขั้นตอนการแยกรัง ซึ่งการย้ายรังหมายถึงการผ่ารังผึ้งจิ๋วที่ทำรังในธรรมชาติ แล้วย้ายประชากรผึ้งจิ๋วทั้งหมดลงในรังเลี้ยง ซึ่งรังดังกล่าวนี้ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย ไม่แออัด มีสุขอนามัยที่ดี และสามารถขนย้ายรังได้สะดวก สามารถจัดการดูแลช่วยเหลือผึ้งจิ๋วได้ ส่วนการแยกรังผึ้งจิ๋วหมายถึงการแบ่งประชากรผึ้งจิ๋วในรังเลี้ยงจาก 1 รัง เป็น 2 รัง หรือ 3 รัง ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของผึ้งจิ๋วที่จะแยก

การเคลื่อนย้ายรังธรรมชาติ นำมาตั้งไว้ใกล้บริเวณที่จะผ่ารัง ก่อนผ่าต้องประเมินประชากรผึ้งจิ๋ว และการย้ายรังธรรมชาติจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งต้องรักษาระดับแนวดิ่งของรัง เนื่องจากไข่จะถูกวางไว้บนอาหารเหลวภายในเซลล์ บางเซลล์ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแล้วกินอาหารภายในเซลล์ยังไม่หมด อาจจะถูกอาหารหมกตายขณะขนย้าย เพราะเซลล์จะเอียงไป-มา ตรงจุดนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

ในส่วนของรังเลี้ยงผึ้งจิ๋ว ขนาดต้องมีความจุประมาณ 7 ลิตร ทำด้วยไม้กระดาน หรือเศษไม้แปร หรือไม้นิ้วก็ได้ ต่อกันให้สนิท แต่ไม่ต้องใช้เทคนิคบังใบ ความกว้างประมาณ 20 ซม. ยาว 30 ซม. สูง 12 ซม. ด้านบนหรือฝารังเป็นแผ่นกระจกหรือพลาสติกใส เปิด-ปิดได้ ด้านหน้ารังเจาะรูเหนือพื้นขึ้นมาเล็กน้อยกันน้ำไหลเข้ารัง หน้ารังมีพื้นชานชาลาเล็กน้อยสำหรับให้อาหาร ให้ผึ้งจิ๋วพัก และเพื่อความสะดวกในการบินเข้า-ออก

ก่อนผ่ารัง ยกรังจากตำแหน่งเดิม ให้รักษาระดับ เอารังเลี้ยงที่เตรียมไว้ตั้งแทนที่รังเดิม เตรียมขวดเหล้าเพื่อนำไปดักที่รูเข้า-ออก ให้ผึ้งบินเข้าไปอยู่ในขวดด้วยการเคาะรัง พอกระเทือนผึ้งจิ๋วที่บินได้จะบินเข้าไปอยู่ในขวด ปิดปากขวดนำไปเก็บไว้ในที่เย็น ๆ ไม่ร้อน จากนั้นลงมือผ่ารัง ซึ่งต้องระวังอย่าให้กลุ่มไข่ ตัวอ่อน และดักแด้ เสียหายมากนัก เมื่อรังถูกเปิดออก นำของเหลวไปป้ายที่หน้ารังเพื่อดึงดูดให้ผึ้งที่บินหลงเหลืออยู่กลับเข้ารังเดิม

จากนั้นค่อย ๆ ย้ายกลุ่มไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ ใส่ในรังเลี้ยง สำหรับถ้วยอาหาร เช่น เกสรและน้ำผึ้ง ที่ไม่แตก ก็ให้นำไปใส่ในรังเลี้ยงด้วย แต่อย่านำน้ำผึ้งจากถ้วยที่แตกใส่ในรัง เพราะจะทำให้ผึ้งงานติดน้ำผึ้งตาย แล้วต้องพยายามหานางพญาแม่รัง เมื่อพบให้ใช้ช้อนตักเอาเข้าไปไว้ในรัง แต่อย่าใช้มือจับนางพญา

ถ้าสถานที่ผ่ารังกับที่ตั้งรังเดิมอยู่คนละที่ แต่ห่างไม่เกิน 300 เมตร ต้องย้ายรังธรรมชาติไปตั้งเลี้ยงไว้ที่อื่นห่างจากที่ตั้งรังเดิมเกิน 600 เมตร ประมาณ 2 สัปดาห์จึงย้ายกลับมาตั้งในบริเวณที่จะผ่ารัง ให้คุ้นเคยสถานที่ 2-3 วันก่อนจะผ่ารัง ปิดฝารังและหน้ารังทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงนำรังเลี้ยงไปตั้งไว้ในที่ที่ให้ผึ้งหากินได้ตามปกติ

สำหรับต้นทุนในการเพาะเลี้ยงผึ้งจิ๋ว วิสิทธิ์บอกว่า แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพียงแค่มีเศษไม้เก่า ๆ มาทำเป็นรัง และหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาไว้ในรังเลี้ยง ซึ่งตามต่างจังหวัดผึ้งจิ๋วจะมีอยู่ทั่วไปตามแหล่งที่มีดอกไม้ โพรงไม้ ขอนไม้ กระบอกไม้ไผ่ โพรงตามบ้านเรือน หรืออาจจะอยู่ตามท่อพีวีซี กล่องกระดาษ ฯลฯ

การเลี้ยง “ผึ้งจิ๋ว” อาจจะไม่ง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องอาชีพแล้วสนใจอาชีพเลี้ยงผึ้งจิ๋วนี้ ทางโครงการต้นกล้าอาชีพเขามีการอบรมให้ โดยติดต่อได้จนถึง 17 ส.ค. 2552 และอบรมเดือน ก.ย. สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่คอลเซ็นเตอร์ โทร.1111 หรือที่คุณวิสิทธิ์ โทร. 08-9097-0137.

เชาวลี ชุมขำ ข้อมูลจาก เดลินิวส์

'พวงมาลัยสบู่' ทำขายดีในวันแม่

หลายคนที่เริ่มต้นอาชีพผลิตสินค้างานฝีมือ มักจะเริ่มจากการทำเป็นอาชีพเสริม แต่ก็มีหลายคนที่ต่อยอดพัฒนาฝีมือจนกลายเป็นอาชีพหลักได้อย่างน่าชื่นชม อย่างเช่นผู้ที่ยึดอาชีพสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ “พวงมาลัยจากสบู่” ที่ยิ่งทำเงินได้ดีจากกระแสต้อนรับวันแม่ ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” นำมาเล่าสู่ในวันนี้...

ปรารถนา ขันธุลา สมาชิกกลุ่มแม่บ้านประจำศูนย์พัฒนาอาชีพ ร.1 พัน 2 รอ. เล่าว่า เดิมมีอาชีพเป็นผู้ช่วยพยาบาล ส่วนสามีรับราชการทหาร ต่อมาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540 จึงมองหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง ซึ่งตนมีโอกาสเข้ารับอบรมการทำ ดอกไม้จากสบู่ ที่จัดขึ้นในหน่วย ร.1 พัน 3 ตามโครงการที่ผู้บังคับบัญชาส่งเสริมให้ภรรยาและบุตรข้าราชการทหารได้อบรมอาชีพ เมื่อฝึกทำจนชำนาญจึงรวมตัวกันผลิตขายในรูปแบบกลุ่มแม่บ้าน จนภายหลังตนเองก็หันมายึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก

สำหรับสินค้าที่ทำเป็น “พวงมาลัย” ที่นิยมทั่วไปในตลาดมี 2 รูปแบบคือ พวงมาลัยชำร่วย ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับนำไปมอบให้บุคคลที่มีความสำคัญพิเศษเพื่อเป็นของขวัญ ของที่ระลึก เนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ และอีกแบบคือ พวงมาลัยข้อมือ ซึ่งเหมาะสำหรับบูชาพระ หรือมอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือบุคคลสำคัญเป็นพิเศษ โดยจุดเด่นของ “พวงมาลัยจากสบู่” นี้ อยู่ที่ความสวยของสีสันที่สดใสกว่าพวงมาลัยจากดอกไม้สด อีกทั้งยังเก็บรักษาไว้ได้นาน โดยสามารถเก็บไว้ได้ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีเก็บรักษา

ด้านตลาดนั้น นอกจากจะวางขายตามร้านจำหน่ายของที่ระลึกทั่วไปแล้ว ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ ก็จะขายดีมากขึ้น และจะขายดีเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล “วันแม่” รวมถึงยังมีรายได้เสริมจากการรับสอนสำหรับคนที่สนใจและต้องการจะทำพวงมาลัยด้วยตัวเองด้วย

“ช่วงวันแม่ของทุกปีจะขายดีมาก ที่สำคัญจะมีคนสนใจเข้ามาขอหัดทำด้วยตัวเองโดยตลอด เพราะบางคนเขาก็อยากที่จะทำให้คุณแม่เขาด้วยตัวเอง” เจ้าของผลงานกล่าว

ทุนเบื้องต้นสำหรับการทำพวงมาลัยจากสบู่ ใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 1,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบ โดยทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย ขณะที่รายได้จากเงินลงทุนก้อนแรกจะสามารถขายได้เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท โดยราคาขายเริ่มตั้งแต่ ดอกมะลิเป็นดอก ขายดอกละ 12 บาท ไปจนถึงเป็นพวงมาลัยคล้องมือใส่กล่อง ที่ราคาขายสูงสุดอยู่ที่กล่องละ 390 บาท

วัสดุอุปกรณ์ กรรไกร ใช้ 2 ขนาด คือขนาดเล็กปลายแหลมคมใช้ตัดแต่งแป้ง และขนาดใหญ่ใช้ตัดด้ายหรือวัสดุอื่น ๆ, เหล็กกลึง ใช้สำหรับคลึงแป้งให้บางและใช้สำหรับเจาะแป้งให้เป็นรู, ปากคีบปลายแหลม ใช้สำหรับหนีบตกแต่ง, กาวลาเท็กซ์, เข็มกับด้ายร้อยมาลัย, หม้อสแตนเลส สำหรับกวนสบู่และแป้ง และที่ปอกเปลือกผลไม้ ขณะที่วัตถุดิบที่ใช้ตามสูตรก็มี น้ำสะอาด, สบู่ก้อน 6 ก้อน, แป้งข้าวโพด 1? กิโลกรัม, กาวลาเท็กซ์ 1 กระป๋อง (ขนาด 16 ออนซ์), ชุดตกแต่ง เช่น โบว์สีต่าง ๆ, ริบบิ้น, กลีบเลี้ยงดอกไม้ เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ การเตรียมสบู่สำหรับปั้น เริ่มจากขูดสบู่ให้เป็นแผ่นบาง ๆ แช่ไว้ในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงหรือจนสบู่นิ่มเพื่อสะดวกในการกวน เมื่อสบู่นิ่มแล้วนำมาใส่หม้อสแตนเลส ตั้งไฟ พอสบู่ละลายเทกาวลาเท็กซ์ผสมลงไป ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนน้ำสบู่เดือดจึงยกลงตั้งทิ้งไว้ให้น้ำสบู่เย็นตัวจนถึงระดับแค่พออุ่น

นำสบู่ที่อุ่นตัวแล้วเทลงในแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้ นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนแป้งนวลไม่ติดมือ หรือดูว่าเนื้อสบู่และแป้งผสมกันจนเป็นเนื้อเดียว ต่อมาแบ่งแป้งเป็นก้อน ๆ เพื่อนำสีมาผสมตามต้องการ โดยสีขาวผสมสำหรับปั้นดอกมะลิและดอกรัก สีแดงและสีเขียวผสมสำหรับปั้นดอกกุหลาบเป็นดอกตุ้มและกลีบเลี้ยง เมื่อได้สบู่ตามที่ต้องการแล้วให้แบ่งเป็นก้อน ๆ เก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อกันลมและอากาศ ที่จะทำให้สบู่แข็งตัว

ขั้นตอนการขึ้นรูปดอก หลักเบื้องต้นมีดังนี้คือ เริ่มจากคลึงแป้งให้เป็นรูปทรงหยดน้ำขนาดเท่าดอกมะลิ ใช้เหล็กปลายแหลมเสียบรู แล้วคว้านให้เกิดปากรู ต่อมาเป็นการปั้นกลีบ เริ่มจากใช้กรรไกรตัดแป้งแบ่งให้เป็นกลีบดอกเท่า ๆ กันประมาณ 4-6 กลีบ ใช้ปากคีบหนีบปลายกลีบทุกกลีบให้เกิดเป็นใบบานย้วยออก ใช้ปลายนิ้วบีบปลายกลีบดอกให้บาง เพื่อเพิ่มความพลิ้วและดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ส่วนขั้นตอนการจับดอกตูมให้ทำโดยรวบปลายกลีบทุกกลีบเข้าด้วยกัน ทำการจัดแต่งก้านดอกให้ขนาดเท่าดอกจริงด้วยกรรไกร

“เมื่อได้ส่วนประกอบดอกทั้งหมด ที่เหลือก็คือการร้อยเข้าพวงเพื่อให้เป็นมาลัย ใช้หลักการเดียวกันกับการร้อยมาลัยจากดอกไม้สด ส่วนความสวยงามของมาลัยนั้น ขึ้นอยู่กับทักษะความชำนาญในการร้อย การจับดอก และความประณีตของผู้ทำเป็นสำคัญ” เจ้าของผลงานแนะนำทิ้งท้าย

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพน่าสนใจกับเทศกาลวันแม่นี้ที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งใครต้องการติดต่อ ศูนย์พัฒนาอาชีพ ร.1 พัน 2 รอ. ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ก็โทร.08-9128-8180, 0-2573-7135 โดยในวันที่ 12 ส.ค.ที่จะถึงนี้จะมีการจัดอบรมฟรีด้วย ใครที่สนใจอยากฝึกหัดทำก็ลองติดต่อกันดู

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :รายงาน / จเร รัตนราตรี :ภาพ

คู่มือลงทุน...พวงมาลัยจากสบู่
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัสดุ ประมาณ 30% ของราคาขาย
รายได้ ราคาขายชิ้นละ 12-390 บาท
แรงงาน 1 คน
ตลาด ร้านของที่ระลึก ขายช่วงเทศกาล
จุดน่าสนใจ ลงทุนต่ำ ทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้



เครดิต จาก เดลินิวส์

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม