บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชีพอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชีพอิสระ แสดงบทความทั้งหมด

ซาลาเปาแฟนซี รายได้ อาชีพเสริมรวเร็ว


สุชาดา สุขแซม เจ้าของสูตร ซาลาเปาแฟนซี ด้วยความที่เป็นชอบงานประดิษฐ์และการทำอาหารควบคู่กันจึงมัก จะหาเวลาว่างไปเรียนรู้ตามแหล่งที่เปิดอบรม และสนใจซาลาเปากับหมั่นโถวเป็นพิเศษ จนต่อมาสามารถทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้

สุชาดา สุขแซม เป็นเจ้าของสูตร ซาลาเปาแฟนซี เจ้าตัว เล่าว่า ด้วยความที่เป็นชอบงานประดิษฐ์และการทำอาหารควบคู่กัน จึงมักจะหาเวลาว่างไปเรียนรู้ตามแหล่งที่เปิดอบรม และสนใจซาลาเปากับหมั่นโถวเป็นพิเศษ จนต่อมาสามารถทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้ โดยทำขายมา 5 ปีแล้ว

เริ่มจากทำซาลาเปานมสดขาย ส่งที่โรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ และรับทำตามออร์เดอร์ลูกค้า ต่อมาได้ไอเดียจากการที่นำแป้งซาลาเปามาให้ลูก ๆ ลองปั้นเล่น และลูกแนะนำว่าน่าจะปั้นเป็นตัวการ์ตูนต่าง ๆ จึงทดลองทำเป็นหมั่นโถว ลูก ๆ ก็ชอบมาก จึงคิดว่าน่าจะต่อยอดได้ จนกลายเป็น ซาลาเปาแฟนซี

เมื่อทำออกขายปรากฏว่าขายดีมาก ซาลาเปาแฟนซีจะขายหมดเร็วกว่าซาลาเปาธรรมดา เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นเด็กในโรงเรียนที่ลูก ๆ เรียนอยู่ เด็ก ๆ จะชอบกันมาก เพราะเป็นตัวการ์ตูนต่าง ๆ ทั้ง โดเรมอน, โดเรมี, อุลตร้าแมน, คิตตี้, กุ๊กไก่, หมู, เม่น โดยแบบที่ขายดีที่สุดจะเป็น 3 ตัวหลัก ๆ คือ โดเรมอน อุลตร้าแมน คิตตี้ นอกจากนี้ก็ยังมีออร์เดอร์สั่งทำเป็นระยะ โดยไส้ของซาลาเปาที่ทำขายอยู่ก็จะมี 9 ไส้ ได้แก่ หมูสับ, หมูแดง, ไก่, ครีมเนยสด, ถั่วแดง, ถั่วดำ, ถั่วเหลือง, งาดำ, สังขยาใบเตย

เจ้าของไอเดียซาลาเปาแฟนซีรายนี้บอกต่อไปว่า ราคาซาลาเปาของเธอจะมี 2 แบบคือ แบบขายส่ง และขายปลีก โดยราคาซาลาเปาขายส่งถ้าเป็นซาลาเปาธรรมดาอยู่ที่ลูกละ 10 บาท ซาลาเปาแฟนซีอยู่ที่ลูกละ 15 บาท ส่วนขายปลีก ถ้าเป็นซาลาเปาธรรมดาอยู่ที่ลูกละ 15 บาท ซาลาเปาแฟนซีอยู่ที่ลูกละ 20 บาท ซึ่งถ้าเก็บแช่แข็งไว้จะมีอายุการเก็บได้นาน 1 สัปดาห์ เมื่อจะทานก็นำออกมานึ่ง หรืออุ่นให้ร้อนโดยใส่ตู้ไมโครเวฟ

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ถ้ามีอุปกรณ์ครัวอยู่บ้าง ต้นทุนส่วนนี้ก็จะไม่มาก แต่ถ้าต้องการเริ่มต้นใหม่ ยังมีปริมาณการทำไม่มาก ไม่ได้ใช้อุปกรณ์เฉพาะ ก็จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเป็นหลักพัน แต่ถ้าทำในปริมาณเยอะ ๆ ก็จำเป็นต้องซื้อ “เครื่องนวดแป้งไฟฟ้า” โดยราคาเครื่องอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

ส่วนทุนวัตถุดิบซาลาเปาแฟนซีอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อ 50 ลูก

อุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นต้องมี ประกอบด้วย หม้อนึ่งซาลาเปาหรือซึ้งนึ่ง, เตาแก๊ส, ไม้นวดแป้ง (หรือเครื่องนวดแป้งไฟฟ้า), พู่กันเบอร์ 0 สำหรับวาดลายบนซาลาเปา และเครื่องครัวเบ็ดเตล็ด

ส่วนผสมสำหรับทำซาลาเปา 50 ลูก

(น้ำหนักลูกละ 30 กรัม)

แบ่งเป็น ส่วนผสมที่ 1 ประกอบด้วย แป้งสาลีตราบัวแดง 500 กรัม, ยีสต์ 10 กรัม, น้ำสะอาด 350 กรัม, ส่วนผสมที่ 2 ประกอบด้วย แป้งสาลีตราบัวแดง 400 กรัม, ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำ 80 กรัม, น้ำตาลทราย 200 กรัม, เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ, เนยขาว 60 กรัม

ไส้ซาลาเปา สุชาดายกตัวอย่าง “ไส้หมูสับ” ประกอบด้วย เนื้อหมูบด 300 กรัม, แห้วหั่นละเอียด 100 กรัม, น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ, ซอสปรุงรส 3 ช้อนโต๊ะ, แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ, หอมใหญ่ 150 กรัม, ต้นหอมหั่น 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ และพริกไทย 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำซาลาเปาแฟน

เริ่มจากนำส่วนผสมที่ 1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดดโดยหาผ้ากรองมาปิด ตากไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยีสต์ในเนื้อแป้งซาลาเปาเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งจะมีผลทำให้แป้งซาลาเปานิ่มฟู

ขั้นตอนต่อมา เตรียมทำส่วนผสมที่ 2 โดยนำส่วนผสมทั้งหมดตามรายการข้างต้นมาคลุกเคล้าให้เข้ากันเหมือนการเตรียม แป้งส่วนผสมที่ 1 จากนั้นนำส่วนผสมที่ 1 ที่ทำไว้มาผสมเข้ากับส่วนผสมที่ 2 โดยใส่เนยขาวในขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นก็นวดให้เข้ากัน แล้วทำการปั้นจับจีบขึ้นเป็นซาลาเปาตามรูปแบบที่ต้องการ โดยขั้นตอนนี้จะเพิ่มในส่วนการผสมสีผสมอาหารลงไปในแป้งซาลาเปา สีที่จะใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของซาลาเปาว่าจะปั้นเป็นตัวการ์ตูนแบบไหน หรืออาจใช้วิธีผสมแยกแป้งสีต่าง ๆ เป็นก้อนไว้ก่อน แล้วค่อยนำมาประกอบก็ได้

ก็จะสามารถเรียนรู้และทำหน้าซาลาเปาได้รวดเร็วมากขึ้น สุชาดา เจ้าของไอเดียซาลาเปาแฟนซีกล่าว

ใครสนใจติดต่อ สุชาดา สุขแซม ติดต่อได้ที่ โทร. 08-7829-6925 ส่วนใครอยากจะใช้ “ซาลาเปาแฟนซี” เป็น “ช่องทางทำกิน” บ้าง ก็ลองไปฝึกฝน-สร้างเอกลักษณ์ใหม่ ๆ อย่าแค่ลอกเลียนแบบเท่านั้น

ที่มา : เดลินิวส์

2nd JOB // 2 คน 2 สไตล์กับอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ 2 ต่อ


2 คน 2 สไตล์กับอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ 2 ต่อช่วงต้นปี 52ที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้การเงินของหลายๆ บ้านเกิดสะดุด เท่านั้นไม่พอข้าวของราคาก็แพงมากขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน การทำงานเป็นพนักงานประจำอาจได้เงินเดือนเท่าเดิม หรือบางรายอาจโดนลดเงินเดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรายรับน้อยกว่ารายจ่าย อาชีพเสริมก็เข้ามาทำหน้าที่เพื่อก่อให้เกิดเม็ดเงิน นำมาหมุนในระบบการเงินของตน…

ช่วงต้นปี 52ที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้การเงินของหลายๆ บ้าน เกิดสะดุด เท่านั้นไม่พอข้าวของ ราคาก็แพงมากขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันการทำงานเป็นพนักงานประจำอาจได้เงินเท่าเดิมหรือบางรายโดนลดเงินเดือน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรายรับน้อยกว่ารายจ่าย อาชีพเสริมก็เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อก่อให้เกิดเม็ดเงิน นำมาหมุนในระบบการเงินของตน

ตามไปดู 2สาว 2สไตล์ที่ผุดมินิธุรกิจ อาชีพเสริมแบบง่ายๆ ที่ได้นำความสามารถของตัวเองมาต่อยอดการทำธุรกิจตามแบบฉบับของตัวเอง จนสามารถเรียกเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยๆ ก็หลักหมื่นแบบเต็มๆ
วันธรรมดาเป็นพนักงานบัญชีเสาร์-อาทิตย์ใส่ผ้ากันเปื้อนเป็นแม่ค้าส้มตำ
คุณราณี อะสงค์ หญิงสาวร่างเล็กหัวใจแกร่งอายุ28ปีตำแหน่งพนักงานบัญชี บริษัทส่งออก แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กับ ธุรกิจร้านขายส้มตำเล็กๆ(ร้านส้มตำคลุกฝุ่น)หน้าบ้านย่าน ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เปิดขายทุกวัน และลุยเองในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์

เพราะจำเป็นต้องหาอีกอาชีพ ร้านส้มตำจึงเกิดขึ้น
“แรกๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดร้านส้มตำขึ้นมา แต่เผอิญว่ามีปัญหาเรื่องหนี้สิน (ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ)ติดหนี้อยู่3ล้านบาท ทั้งบ้านก็กลุ้มใจมาก แต่คิดไปคิดมา นั่งกลุ้มก็ไม่ได้ก่อให้เกิดเงินทองงอกเงย ก็เลยตัดสินใจหาธุรกิจที่ถนัดกันทำ ก็เลยลงไปที่ร้านส้มตำ เปิดเป็นเพิงเล็กๆ ปากซอยบ้านนี่แหละค่ะ
“จำได้ว่าวันแรกที่เราลงทุนไปทั้งหมด2,400บาทเราลงทุนให้แม่เปิดร้านเพราะเราเองต้องไปทำงานด้วย เริ่มต้นตอนตี 2ไปลุยตลาดสดคลองเตย ซื้อของมาทำขายที่บ้าน ซื้อเสร็จก็ประมาณตี3ครึ่งกลับมาอีกทีจะเป็นช่วงเวลาที่แม่เตรียมของต่อถึง 6โมงเช้า แล้วก็ไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปทำงาน ฟังดูเหมือนลำบาก แต่ว่า ความจำเป็นต่างหากที่บังคับให้เราต้องทำ ไม่งั้นเราก็ไม่รอดทั้งครอบครัว”
“ถามว่าทำไมต้องเป็นเรา นั่นสิ!.. (หัวเราะ)แต่ก็ต้องทำ ในช่วงแรกทำถึงขนาด มือเป็นหนองเพราะ น้ำมะนาว ยางมะละกอมันกัด นานๆ เข้าก็ด้านไม่เป็นไร และยังหามเข้าโรงพยาบาล เพราะพักผ่อนไม่เพียงพออีก เป็นอย่างนี้มาประมาณปีกว่า จนเราปลดหนี้ได้หมด ตอนนั้นรู้สึกว่า โล่งอกมากๆ และรู้สึกว่า เราชนะกับสิ่งที่คนทั้งบ้านกลัว ชนะโชคชะตาที่เล่นกับเรา”

กองบรรณาธิการสาว ผุดสูตรเค้กอร่อย รับออเดอร์ในช่วงวันว่างแบบชิลชิล
คุณฉวีวรรณ์ ประริเทสโนกองบก.แผนกเว็บไซต์นิตยสาร Positioning ที่ลุยงานประจำนี้มากว่า3ปี และผุดร้านเค้กออนไลน์ ทำจากใจรักต่อยอดสู่ออเดอร์ที่รวมๆ แล้ว รายได้พอๆ กับเงินเดือนประจำเลยทีเดียว

แจกชิมสู่สั่งซื้อ บนหน้าร้านเค้กออนไลน์
“เราทำงานประจำตรงนี้มา3ปีงานเสริมนี้ก็เริ่มมาในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน เริ่มจากความชอบ ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในชุมชนก้นครัว ในเว็บไซต์พันทิพย์ ซึ่งในนั้นจะมีผู้คนมากมายเข้ามาโพสท์สูตรการทำเค้ก รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวของการทำเค้กให้ได้ทราบบ่อยๆ เราเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้ออุปกรณ์หลักๆ ขนาดย่อมราคาไม่แพง เช่น เตาอบขนาดเล็ก เครื่องตีขนาดเล็ก ซึ่งราคาไม่เกิน 5,000บาทต่อชิ้น แม่พิมพ์ หัวบีบครีม และอุปกรณ์ต่างๆ นอกนั้นก็วัตถุดิบที่จำเป็น”
“เมื่อเรามีอุปกรณ์และวัตถุดิบพร้อม เราก็เริ่มลงมือทำ จำได้ว่า ครั้งแรก อบตัวแป้งออกมาแข็งโป๊ก แต่ด้วยความชอบ เราก็ไม่หยุดแค่นั้น พอทำเค้กออกมาแต่ละอย่าง เราก็เริ่มให้คนรอบข้างชิม ถ่ายรูปโพสท์เพื่อถ้าความคิดเห็น รวมทั้งยังมีการแจกส่งชิมให้คนที่เป็นขาประจำของห้องอีกด้วย”
“จากแจกชิม เพื่อนๆ บอกว่าอร่อย ให้ลองเปิดขายดู ก็เลยทำเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งกว่าจะมีคนเริ่มสั่งก็ในช่วงการทำเค้กปีที่ 2จำได้ว่ามีออเดอร์แรก เราเครียดมาก เพราะกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ด้วยความที่ทำบ่อยๆ ก็ชิน และการขายของออนไลน์แบบนี้ ก็ไม่ต้องลงทุนหน้าร้าน แต่ในอนาคตก็ไม่แน่เหมือนกัน” (หัวเราะ)

คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร BE

เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ / ภาพ : สุตสาย สังหาร

อุด้งหมูตุ๋น จานด่วนทำเงินเรียบง่ายได้ตังค์

“อุด้งหมูตุ๋น” ที่ชื่อเมนูเป็นจุดขายที่ดี พร้อมกันนี้ก็ยังมี “กวยจั๊บน้ำใส” เมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ควบคู่ด้วย
@@@@

วิทยา บุญญธนาภิวัฒน์ เจ้าของร้าน “สมบุญโภชนา” เล่าว่า เปิดร้านขายอาหารจานด่วนมานาน รวมถึง “อุด้งหมูตุ๋น” และ “กวยจั๊บน้ำใส” ซึ่งสำหรับกวยจั๊บน้ำใสนั้นเป็นสูตรดั้งเดิมของที่บ้าน เพราะเดิมเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วที่บ้านเปิดร้านขายกวยจั๊บ ต้มเลือดหมู อยู่ที่ย่านบางลำพู ซึ่งตนก็ได้รับการถ่ายทอดสูตรการปรุงน้ำซุปมาจากคุณพ่อคุณแม่ แต่เรียนจบด้านการออกแบบตกแต่งก็ต้องการทำงานตามที่เรียนมา จึงเข้าทำงานด้านนี้อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง จึงไม่ได้สืบทอดกิจการจากพ่อแม่ที่ย่านบางลำพู

หลังจากที่ทำงานตามความฝันของตัวเองมานานจนเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับงานประจำ พร้อมกับลูก ๆ เรียนจบ และอยากที่จะเปิดร้านขายอาหารที่เป็นกิจการของครอบครัว จึงตัดสินใจเปิดร้านขายอาหาร อาทิ กวยจั๊บ แล้วยังเพิ่มเมนูหมูตุ๋น และอีกหลายเมนู เช่น ต้มเลือดหมู เปาะเปี๊ยะสด เป็นต้น

“กวยจั๊บน้ำใสและต้มเลือดหมูนั้น มีเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่น้ำซุป ที่ต้องมีความหวานน้ำต้มกระดูก ที่สำคัญต้องต้มใช้วันต่อวัน ส่วนเครื่องในหมู พวกกระเพาะหมู ไส้อ่อน ตับ เซี่ยงจี๊ หัวใจหมู ลิ้นหมู ที่นำมาใช้เป็นเครื่องใส่ในกวยจั๊บ จะต้องใช้ของที่สดใหม่ทุกวัน”

วัตถุดิบที่ใช้ทำน้ำซุป มีดังนี้... กระดูกหมูส่วนที่เรียกว่าคาตั๊ง, กระดูกหมูส่วนที่เรียกว่าเอียเล้ง (กระดูกสันหลัง) พวกเครื่องปรุงรสก็มี เกลือ, รากผักชี, น้ำตาลกรวด, พริกไทยเม็ด, ซีอิ๊วขาว, น้ำปลา

การทำน้ำซุป... เริ่มจากนำหม้อใส่น้ำสะอาด ตั้งไฟ ใส่กระดูกหมูส่วนคาตั๊งและส่วนเอียเล้งลงไป ตามด้วยพริกไทยเม็ดทุบพอหยาบ รากผักชี และเกลือ จากนั้นเปิดไฟให้แรงต้มจนน้ำเดือด แล้วก็ลดไฟลงให้ไฟอ่อนตั้งเคี่ยวน้ำซุปไปเรื่อย ๆ ปรุงรสด้วยน้ำตาลกรวด ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตั้งไฟเคี่ยวไปประมาณ 2 ชั่วโมง เท่านี้ก็จะได้น้ำซุปไว้สำหรับทำกวยจั๊บและต้มเลือดหมู ซึ่งเวลาขายก็ต้องตั้งบนไฟอ่อน ๆ ตลอดเวลา

ส่วนพวกเครื่องในหมูนั้น กระเพาะหมูจะเป็นของที่ทำยากที่สุด เพราะจะต้องทำการล้างให้สะอาด มิฉะนั้นจะมีกลิ่น การล้างก็นำกระเพาะหมูล้างด้วยน้ำ พลิกด้านในของกระเพาะหมูออกมา ล้างเมือก ออกให้หมด จากนั้นก็ต้องนำกระเพาะหมูไปต้มกับพริกไทยเม็ดทุบพอหยาบ ใช้เวลาต้มประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

เครื่องในอื่น ๆ พวก ไส้อ่อน ตับ เซี่ยงจี๊ หัวใจหมู ลิ้นหมู จะใช้เป็นของสด ใช้วิธีลวกในน้ำร้อนแล้วใส่เป็นเครื่อง ใส่ในกวยจั๊บหรือต้มเลือดหมูได้ทันที

เส้นกวยจั๊บนั้น ก็ใช้เส้นที่มีขายทั่วไป แต่ควรเลือกยี่ห้อที่เส้นเหนียวนุ่ม เวลาต้มออกมาเส้นไม่เละ ผักที่ใส่ในกวยจั๊บน้ำใสของร้าน จะใช้ “ใบตำลึง” ส่วนผักที่ใส่ต้มเลือดหมูนั้นจะใช้ “ผักจิงจูไฉ่”

ราคาขายกวยจั๊บและต้มเลือดหมูนั้นอยู่ที่ชามละ 35 บาท

สำหรับเมนูตุ๋นที่เป็นเมนูที่เพิ่มขึ้นมา วิทยาบอกว่า เพราะมีความชำนาญเรื่องการทำน้ำซุปอยู่แล้ว การทำเมนูตุ๋นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก จึงคิดทำเพื่อเป็นเมนูที่เพิ่มเข้ามาในร้าน เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น

เมนูตุ๋นนั้นจะใช้สมุนไพร 8 อย่าง ได้แก่ อบเชย, โป๊ยกั๊ก, เก๋ากี้, ลูกกระวาน, กระเทียม, พริกไทยเม็ด, รากผักชี, เม็ดผักชี ส่วนเครื่องปรุงรสจะใช้ น้ำตาลกรวด, น้ำตาลปึก, ซีอิ๊วขาวของจีน (จะทำให้ได้รสชาติที่ดีกว่าใช้ซีอิ๊วขาวของไทย มีขายอยู่ย่านเยาวราช) ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ตุ๋น ก็มี เอ็นแก้ว และซี่โครงอ่อน

การตุ๋น เริ่มจากนำสมุนไพรทั้ง 8 ชนิด ผสมรวมใส่ในผ้าขาวบางมัดให้แน่น นำน้ำสะอาดใส่หม้อตั้งไฟใส่สมุนไพรที่ห่อไว้และเอ็นแก้วกับกระดูกหมูอ่อนลงไป เปิดไฟแรงต้มจนน้ำเดือดสักพัก ก็ลดไฟให้อ่อนลง ปรุงรสด้วยน้ำตาลกรวด, น้ำตาลปึก, ซีอิ๊วขาวของจีน ตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็พร้อมขาย

เมนูหมูตุ๋นนั้น ทำเป็นก๋วยเตี๋ยวขายปกติทั่วไปก็ได้ แต่ที่แปลกใหม่ ขึ้นมาก็คือใช้ “เส้นอุด้ง” มาแทนเส้นก๋วยเตี๋ยว กลายเป็นเมนู “อุด้งหมูตุ๋น” สำหรับเส้นอุด้งนั้นจะต้องทำเตรียมไว้ โดยทำการต้มในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที จากนั้นก็นำขึ้นมาแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้เส้นเหนียวนุ่ม เวลาจะทำเสิร์ฟลูกค้าก็นำไปลวกในน้ำร้อนอีกครั้งเพื่อให้เส้นร้อน ใส่ชาม ตักหมูตุ๋นใส่ลงไป เติมน้ำซุป เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ

ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นชามละ 35 บาท แต่ถ้าเป็นเมนูอุด้งหมูตุ๋น ก็ชามละ 45 บาท
@@@@

ร้านขายกวยจั๊บน้ำใสและอุด้งหมูตุ๋นของวิทยา ตั้งอยู่บนถนนนวลจันทร์ ปากซอยนวลจันทร์ 15 ย่านรามอินทรา ร้านเปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่ 07.00-17.00 น. เบอร์โทรศัพท์คือ 08-9779-2270.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์

ขอบคุณที่ เดลินิวส์ www.dailynews.co.th

เสื้อผ้าเด็กแฟชั่น เทรนด์เกาหลี ฟีเวอร์

ต้องยอมรับว่ากระแส “เกาหลีฟีเวอร์” ในไทยเรามาแรงระยะหนึ่งแล้ว และจนถึงวันนี้ก็ยังแรงอยู่ ซึ่งนอกจากละคร-เพลงเกาหลีแล้ว สินค้าที่เกี่ยวเนื่องก็เป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีของผู้ประกอบหลากหลาย แม้แต่อาชีพผลิต-ขาย “เสื้อผ้าเด็ก” ก็ด้วย อย่างรายที่มีข้อมูลมาให้ลองพิจารณากันในวันนี้...

ลักขณา ศุภโชคพาณิชย์ วัย 62 ปี เจ้าของไอเดีย เล่าว่า ยึดอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามา กว่า 30 ปี พออายุมากขึ้น ประกอบกับความนิยมในการผลิตเสื้อผ้าสั่งตัดลดความนิยมลง เพราะคนปัจจุบันหันมาใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูปมากขึ้น ทำให้ต้องหยุดอาชีพดังกล่าวไประยะหนึ่ง จนเมื่อครอบครัวมีหลานสาวจึงคิดจะตัดชุดเป็นของขวัญให้หลานสาว และด้วยความที่ ชื่นชอบละครเกาหลีมาก จึงเลือกที่จะตัดชุดประจำชาติเกาหลี หรือ “ชุดฮันบก” จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพตัดเสื้อผ้าเด็กสไตล์เกาหลี

อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดจะทำอาชีพนี้จริงจัง ลูกชายก็แนะนำว่า ถ้าเปิดร้านจะต้องลงทุนมาก อีกทั้งถ้าคิดทำทั่วไป จะไม่มีทางสู้สินค้าที่มีอยู่แล้วได้ เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเงินทุน การตลาด อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ดังนั้นแบบที่จะทำขึ้นจึงต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร โดยใช้ชื่อแบรนด์ “แปมแปม” ตามชื่อหลานที่เป็นแรงบันดาลใจ

“มาสะดุดที่ชุดเกาหลี เพราะเข้ากับกระแสนิยม อีกทั้งเป็นแฟนประจำละครแนวนี้ด้วย จึงคิดว่าน่าจะทำได้ อีกทั้งชุดเกาหลีมีการตัดเย็บค่อนข้างยาก มีรายละเอียดมาก คนที่คิดทำเลียนแบบโดยหวังเรื่องรายได้เป็นหลัก ก็คงไม่ลงมาทำ เพราะไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงตัดเรื่องคู่แข่งออกไปได้ระดับหนึ่ง” ลักขณาอธิบาย
ก่อนจะบอกอีกว่า ความตั้งใจแรกจะให้เป็นชุดนอน เพราะลักษณะชุดค่อนข้างหลวม แต่ลูกค้าที่ซื้อไปมักนำไปให้ลูก ๆ ใส่เที่ยว จึงกลายเป็นชุดที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น การออกแบบ นั้นหากเป็นต้นตำรับชุดฮันบกแท้จะใส่ค่อนข้าง ยาก เพราะมีอุปกรณ์หลายชิ้น ทั้ง “ชอกอรี” ซึ่งเป็นแจ็กเกตสั้นครึ่งตัวบน “โครึม” เป็นผ้าที่เป็นเส้นยาว ๆ สองเส้นผูกไว้ด้านหน้า และ “ชีมา” ซึ่งเป็นกระโปรงที่ยาวตั้งแต่ใต้อกถึงข้อเท้าเมื่อมาทำเป็นชุดเด็กก็ต้องประยุกต์ให้เป็นชุดสำเร็จรูปในตัว เพื่อความสะดวกในการสวมใส่

นอกจากชุดประจำชาติเกาหลี ก็ยังต่อ ยอดสินค้าออกไปเพิ่มขึ้น อาทิ การประยุกต์ชุดฮันบกแบบเดิมให้เป็นชุดแขนกุด เพื่อ ให้ใส่สบายเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย และหยิบชุดประจำชาติญี่ปุ่นและจีนมาผลิตเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือก ให้ลูกค้า ให้เกิดความหลากหลาย อาทิ “ชุดยูกาตะ” ชุดประจำชาติของญี่ปุ่น “ชุดจิม เบอิ” หรือเสื้อคลุมของชาวญี่ปุ่น รวมถึง “ชุดกี่เพ้า” ของ จีน ที่ทำการประยุกต์เป็นชุดของเด็ก

ลักขณาเล่าต่อว่า ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัตถุดิบ คือผ้า และลองผิดลองถูกในเรื่องแบบ โดยวัตถุดิบคือผ้าจะไปเลือกซื้อด้วยตัวเองตามแหล่งขายผ้า เช่น สำเพ็ง โดยเน้นใช้ผ้าฝ้ายเกรดเอ คุณภาพดี เนื้อเรียบเนียนที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวของเด็ก ซึ่งทุนวัตถุดิบต่อชุดจะอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย

การผลิต จะเป็นฝีมือการตัดเย็บแบบแฮนด์เมด แต่ละตัวจะมีรายละเอียด แตกต่างกันไป ทั้งเนื้อผ้า ลวดลาย และลูกเล่นต่าง ๆ โดยสินค้าจะมีสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 1-6 ขวบ โดยมี 4 ขนาดให้เลือกคือ S สำหรับเด็กส่วนสูง 75-85 ซม. น้ำหนัก 9-11 กก., M ส่วนสูง 85-95 ซม. น้ำหนัก 11-13 กก., L ส่วนสูง 95-105 ซม. น้ำหนัก 14-16 กก. และ XL ส่วนสูง 105-115 ซม. น้ำหนัก 17-20 กก. โดยราคาขายเริ่มตั้งแต่ 219 บาท ไปจนถึงราคา 279 บาท นอกจากนี้ก็ยังรับผลิตตามคำสั่งซื้ออีกด้วย

สำหรับช่องทางการตลาดนั้น จะใช้วิธีขายผ่านเว็บไซต์ pampam.weloveshopping.com เป็นหลัก และก็ยังมีการไปออกร้านเพื่อขายตามย่านธุรกิจ ย่านออฟฟิศ เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ยังอยากสัมผัสเนื้อผ้าและเห็นสินค้าของจริง จึงเสริมการตลาดด้วยการไปออกบูธขายตามย่านธุรกิจ ย่านออฟฟิศเดือนละ 1-2 ครั้ง โดย กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นพ่อแม่ที่มีลูกสาววัยตั้งแต่ 1-6 ขวบ

“ช่องทางการตลาดออนไลน์นี้เหมาะกับธุรกิจเล็ก ๆ มาก เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงจนเกินไป แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความซื่อสัตย์ และคงคุณภาพมาตรฐานการผลิตให้ได้สม่ำเสมอ ถึงจะทำให้สินค้าอยู่ได้ในตลาด” ลักขณา เจ้าของงานไอเดียกล่าวแนะนำ

ใครสนใจดูรูปแบบสินค้าของลักขณา ก็คลิกดูได้ในเว็บไซต์ที่ว่ามาข้างต้น หรือต้องการติดต่อทางโทรศัพท์ ก็ โทร. 0-2925-7142, 08-9110-1377 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง “ช่องทางทำกิน” ที่ “อิงกระแสเกาหลีฟีเวอร์” รวมถึงญี่ปุ่น จีน หากใครคิดได้-ทำแล้วโดน ก็จะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างงาม.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน ที่มา เดลินิวส์

‘ข้าวเหนียวมูนธัญพืช’ ขนมหวานแสนอร่อย


ขายได้ทั้งปี-ขายดีช่วง ‘กินเจ’

ในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด ถ้าใครมัวแต่ย่ำอยู่กับสิ่งเดิม ๆ ก็คงไปไม่รอดแน่ ซึ่งกับการค้าขายนั้นการสร้างจุดขายและไอเดียที่แปลกใหม่เป็นสิ่งจำเป็นมาก และสำหรับตัวอย่าง “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ก็มีไอเดียดี ๆ มีสินค้าน่าสนใจ ซึ่งกับ “เทศกาลกินเจ” ที่ใกล้จะมาถึง สินค้าตัวนี้ก็มีโอกาสขายดิบขายดียิ่งขึ้น...

เฉลิมพันธ์ เจษฎาพงศ์ภักดี หรือ เจ๋ง ทายาทร้านแม่เก่ง ขายข้าวเหนียวมูนสมุนไพรแฟนซี และ “ข้าวเหนียวมูนธัญพืช” เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจครอบครัว ที่ได้ระดมความคิดและลองผิดลองถูกในการทำข้าวเหนียวมูนร่วมกันมา สุดท้ายก็มาลงตัวกับรสชาติปัจจุบัน เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่ได้ลิ้มลอง

เจ๋งเองก็โตมาพร้อม ๆ กับธุรกิจข้าวเหนียวมูน รู้ขั้นตอนการผลิตและการขายทุกอย่าง และตอนนี้ก็ได้เข้ารับช่วงสานต่อธุรกิจนี้ โดยกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีบริหารธุรกิจ เพื่อจะนำความรู้มาพัฒนาธุรกิจต่อไป

“ข้าวเหนียวสมุนไพรแฟนซี เป็นแนวคิดของผม เป็นไอเดียที่นำสีจากสมุนไพรธรรมชาติมาผสมเพื่อสร้างสีสันและความแตกต่าง โดยทำเป็น 9 สี 9 รส สีม่วงจากอัญชัน, สีเหลืองจากขมิ้น, สีเขียวจากใบเตย, สีส้มจากแครอท, สีแดงจากบีทรูท, สีดำจากข้าวเหนียวดำ, สีชมพูจากดอกเฟื่องฟ้า และสีเนื้อจากแก่นฝาง เมื่อทำออกมาขายในตลาด กระแสตอบรับดีมาก ๆ จนระยะหลัง ๆ ก็มีคนลอกเลียนเยอะเหมือนกัน”

เจ๋งเล่าต่อไปว่า ต่อมาได้มีการพัฒนาสินค้า จนเกิดเป็น “ข้าวเหนียวมูนธัญพืช” ซึ่งจากกระแสรักสุขภาพ ก็มีลูกค้าสนใจมาก และในช่วง “เทศกาลกินเจ” เมื่อปีที่แล้ว ก็ขายดิบขายดี จนต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งก็จะมีทั้ง ข้าวเหนียวมูนลูกเดือย, ข้าวเหนียวมูนแปะก๊วย, ข้าวเหนียวมูนเม็ดบัว, ข้าวเหนียวมูนถั่วเหลือง, ข้าวเหนียวมูนเผือก, ข้าวเหนียวมูนงาม่อน, ข้าวเหนียวมูนถั่วแดง, ข้าวเหนียวมูนกลอย

สำหรับการทำข้าวเหนียวมูนขาย อุปกรณ์ที่ต้องใช้หลัก ๆ ก็มี... เตาแก๊ส, ลังถึง, ไม้พาย, หม้อสเตนเลส, ถังน้ำ, กะละมังขนาดใหญ่, ถาด, มีด, ทัพพี, กระชอน, กระทะ, ผ้าขาวบาง ฯลฯ

ส่วนวัตถุดิบทำ “ข้าวเหนียวมูนธัญพืช” ถ้าใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 10 กก. จะใช้มะพร้าวขูดขาว 18 กก., น้ำตาลทรายขาว 6 กก. และลูกเดือย เผือก ถั่วแดง แปะก๊วย เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ “ข้าวเหนียวมูนธัญพืช” เช่น ลูกเดือย แปะก๊วย เผือก และถั่วแดง เริ่มจากนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วซาวล้างให้สะอาด นำไปใส่ลังถึงนึ่ง โดยรองด้วยผ้าขาวบาง เกลี่ยข้าวเหนียวให้ทั่ว นึ่งน้ำเดือดไฟแรงประมาณ 45 นาที เพื่อให้เมล็ดข้าวเหนียวอ่อนนุ่ม

ธัญพืชต่าง ๆ ให้แยกนึ่งแต่ละชนิด ลูกเดือย ให้นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วซาวล้าง จากนั้นนำไปต้มสัก 10 นาที ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปนึ่งพร้อมกับข้าวเหนียว, แปะก๊วย ล้างให้สะอาด นำไปนึ่งพร้อมกับข้าวเหนียว, เผือก ทำการปอกเปลือก แล้วล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก นำไปนึ่งพร้อมกับข้าวเหนียว ส่วนถั่วแดง นำไปแช่น้ำ 3 ชั่วโมง ล้างให้สะอาด แล้วนำไปต้ม 15 นาที ให้เม็ดนิ่ม แล้วจึงนำไปนึ่งพร้อมข้าวเหนียว

ระหว่างที่รอข้าวเหนียวสุก ทำการคั้นมะพร้าวด้วยน้ำต้มสุกจนได้หัวกะทิสดที่เข้มข้น

นำหัวกะทิสดที่ได้มาแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกใช้ในการมูนข้าวเหนียว โดยนำน้ำกะทิมาเติมน้ำตาลทราย เกลือ ให้รสชาติออกหวานเค็มพอดี ๆ ใช้ทัพพีคนส่วนผสมให้ละลายเข้ากัน แล้วทำการกรองน้ำกะทิด้วยผ้าขาวบางอีกรอบให้สะอาด นำขึ้นตั้งไฟพอเดือด ยกลงตั้งพักไว้ เมื่อข้าวเหนียวที่นึ่งกับธัญพืชสุก เทใส่กะละมัง นำน้ำกะทิที่เตรียมไว้เทราดลงในข้าวเหนียวธัญพืชที่ยังร้อน ๆ ใช้ไม้พายช่วยมูนให้ข้าวเหนียวกับน้ำกะทิเข้ากันจนทั่ว แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีเพื่อให้ความร้อนจากข้าวเหนียวดูดซึมน้ำกะทิให้แห้ง

น้ำกะทิอีกส่วน นำมาผสมแป้งข้าวโพด น้ำตาลทราย เกลือนิดหน่อย ชิมรสชาติตามชอบ นำขึ้นตั้งไฟใช้ความร้อนปานกลาง คนไปเรื่อย ๆ ไม่ให้กะทิแตกมัน พอเดือดยกลง ก็จะได้กะทิสำหรับราดข้าวเหนียวเพื่อเพิ่มรสชาติ และก็ต้องทำถั่วเขียวซีกคั่วไว้สำหรับโรยหน้าข้าวเหนียวมูนด้วย ซึ่งจุดเด่นข้าวเหนียวมูนร้านแม่เก่งคือจะมีรสชาติหวานมันกลมกล่อม ข้าวเหนียวไม่แฉะ ตอนรับประทานรสชาติยังคงติดลิ้น

ข้าวเหนียวมูนทุกอย่างของร้านนี้ ขาย กก.ละ 120 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 50% จากราคาขาย

ร้านข้าวเหนียวมูนร้านนี้อยู่ปากซอยหมู่บ้าน ต.รวมโชค 33/496 ซอยโชคชัย 4 (54) ถนนลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทร. 08-9881-2349, 08-9889-8891, 0-2538-3331 ใครสนใจซื้อ สนใจจะสั่งไปขายต่อ ก็เชิญได้ตามสะดวก ซึ่งกับ “เทศกาลกินเจ” ที่ใกล้จะมาถึง “ข้าวเหนียวมูนธัญพืช” ก็เป็นอีกสินค้าที่มีแนวโน้มสดใส.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน/จเร รัตนราตรี : ภาพ
ขอบคุณที่มาจาก เดลินิวส์

‘ยำทรงเครื่อง’ ‘เกสรบัวหลวง’

อาชีพค้าขายอาหารในยุคนี้จะอยู่รอดได้ดีก็ต้องหาอะไรที่แตกต่างไปจากการค้าขายในท้องตลาดทั่วไป นอกเหนือไปจากฝีมือการปรุงที่เอร็ดอร่อย และอาชีพขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เจ้านี้ ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงนำองค์ประกอบแปลก ๆ มายำขาย สร้างอาชีพ-สร้างรายได้อย่างดี...

แสงเดือน สิริอัจฉราพันธุ์ หรือ น้อย แม่ค้าขาย “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” เล่าว่า เดิมทำอาชีพเย็บผ้ามาก่อน แต่รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงหันมาทำ “ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ซึ่งเป็นสูตรแปลกที่ไม่ค่อยมีคนทำขาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมาเป็นยำทรงเครื่องเกสรมะม่วงมันนั้นก็ขาย “ยำเกสรชมพู่ม่าเหมี่ยว” ตำรับชาววังมาก่อน ซึ่งได้สูตรมาจาก อาจารย์ยาใจ เพชรรัตน์ แต่เพราะเป็นอะไรที่ต้องรอตามฤดูกาล ก็เลยดัดแปลงมาเป็นเกสรบัวหลวงและกลีบอ่อนแทน

บัวหลวงมีสรรพคุณทางยา โดยรสชาติจะต่างกันที่ยำเกสรชมพู่จะออกรสเปรี้ยว ขณะที่ “เกสรบัวหลวง” จะออกรสคล้ายมะขามเทศ แต่ปรุงเป็นยำแล้วก็จะมัน ๆ อร่อยดีอีกแบบ

“ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน” ก็มีสรรพคุณด้านสมุนไพร ประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงก็มีมากอยู่ และที่สำคัญบัวหลวงนั้นมีขายตลอดทั้งปี จึงเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย

สำหรับวัตถุดิบในการขายยำชนิดนี้นั้น หลัก ๆ คือใช้มะม่วงมัน ร้านนี้จะใช้วันละ 10-15 กก. ใช้มะม่วงพันธุ์แรด หรือน้ำดอกไม้ก็ได้ และบัวหลวงประมาณ 2 กำ ๆ ละ 10 ดอก นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่น ๆ คือ น้ำเชื่อม ใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับน้ำเปล่าประมาณ 3 กก. จนออกเป็นน้ำเชื่อม, ถั่วลิสงคั่ว 500 กรัม, กุ้งแห้ง 500 กรัม, มะพร้าวคั่ว 500 กรัม, ปลากรอบ 500 กรัม, ปลาหมึกกรอบ 500 กรัม, หอมแดงซอย 1 กก., กะปิหอมอย่างดี 1 กก., หอมเจียว (เจียวสำเร็จแล้ว) ประมาณ 1 ถุง (ราคา 24 บาท)

คุณน้อยบอกว่า วัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ ก็มีเพียงเล็กน้อย แต่การจัดร้านต้องดึงดูดลูกค้า ร้านของตนนั้นเป็นร้านรถเข็นธรรมดา แต่จะจัดร้านให้สวยงาม และดูดี ซึ่งตนก็เป็นคนชอบทำร้านให้สวยงาม เพื่อทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของที่ร้าน ซึ่งร้านของคุณน้อยก็ประสบความสำเร็จในจุดนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน มีส่วนผสมของมะม่วงมันซอย (พอประมาณ), ถั่วลิสงคั่ว, มะพร้าวคั่ว, กุ้งแห้ง, หอมเจียว, หอมแดงซอย และเกสรบัว 1 ดอก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเคี่ยว) พริกป่น และพริกขี้หนูซอย ซึ่งจะใส่ส่วนผสมลงในกะละมังที่เตรียมไว้ คลุกเคล้า และปรุงรสจนใช้ได้

การปรุงขายก็จะสอบถามลูกค้าว่าชอบรสชาติประมาณไหน ปรุงตามนั้นก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขายในราคา 25-30 บาท (ตามปริมาณเกสรบัว ถ้าลูกค้าต้องการเพิ่มเกสรบัวก็จะต้องเพิ่มเงินอีกเล็กน้อย)

นอกจากยำทรงเครื่องเกสรบัวหลวง-มะม่วงมัน คุณน้อยยังให้สูตร “ยำมะม่วงปูจืด” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของร้านด้วย ซึ่งมีส่วนผสมของ มะม่วงซอย, กะปิหอม, หอมแดงซอย, มะพร้าวซอย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกสด และโรยหน้าด้วยปูจืด ซึ่งดองเกลือเอง ขายในราคาถุงละ 25-30 บาท

และยังมีสูตร “ยำมะม่วงปลากรอบ” ซึ่งมีส่วนผสมของมะม่วงซอย, หอมแดงซอย, ปลากรอบ, ถั่วลิสงเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลปี๊บเชื่อม) พริกป่น พริกนี้หนู และน้ำมะนาว ขายในราคาถุงละ 25-30 บาทเช่นกัน

ในแต่ละวัน คุณน้อยจะลงทุนประมาณ 1,000 บาท โดยถ้าขายหมด หักทุนแล้วจะมีกำไรประมาณวันละ 500 บาท ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มากมาย เพราะใช้ของดี และมือหนัก ใส่เครื่องเยอะ แต่ก็พออยู่ได้

ปัจจุบันคุณน้อยจะเข็นรถเข็นขายยำระหว่างซอยวุฒากาศ 1 กับซอยวุฒากาศ 11 (ฝั่งธนบุรี) ทุกวัน ตั้งแต่ 12.00-20.00 น. หรือติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-7543-4130 ทั้งนี้ อาชีพขายอาหารการกินอย่าง “ยำ” นั้น ยังพอไปได้ และ “พลิกแพลงได้หลากหลาย” ก็อยู่ที่ว่าใครจะพลิกแพลงจนโดนใจลูกค้าได้แค่ไหน

ที่มา เดลินิวส์


สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล :รายงาน

คู่มือลงทุน...ยำทรงเครื่อง
ทุนอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน
ทุนวัตถุดิบ 60-70% ของราคาขาย
รายได้ ขายชุดละ 25-30 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านชุมชนทั่วไป
จุดน่าสนใจ เครื่องยำแปลก ๆ เป็นจุดขาย

‘จ๊อปลาทู’ พลิกแพลงได้เด่น-เป็นเงิน


“ช่องทางทำกิน” มีการนำเสนออาชีพเกี่ยวกับอาหารแปรรูปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกับ “ฮ่อยจ๊อ” ก็เป็นอีกเมนูที่เคยนำเสนอ แต่ละเจ้าก็จะเด่นกันไปคนละสูตร แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งการดัดแปลง ล่าสุดมีคนหัวใสนำ “เนื้อปลาทู” มาปรับใช้ จนกลายเป็นเมนูชื่อแปลกหูอย่าง “จ๊อปลาทู” และเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ...

บุญญาพร ตันสกุล เจ้าของสูตร “จ๊อปลาทู” เล่าว่า เดิมทำธุรกิจร้านอาหาร ต่อมามีปัญหาเรื่องพื้นที่ร้าน ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี จึงเลิก แต่ด้วยความที่เป็นคนรักการทำอาหาร จึงพยายามไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปรรูปจากแหล่งต่าง ๆ โดยสนใจการทำฮ่อยจ๊อเป็นพิเศษ
ด้วยความที่อยู่แถบ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเด่นเรื่อง “ปลาทู” และช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ปลาทูจะมีมาก แม่ค้ามักขายไม่หมด โดยเฉพาะปลาทูเล็กหรือปลาแมวที่คนไม่นิยมกินเท่าปลาทูตัวใหญ่ ทำให้ราคาตก และเหลือขายยาก จึงคิดว่าคงจะดีถ้าสามารถนำปลาทูที่ว่ามาพัฒนาเป็นเมนูอาหาร จนเกิดเมนู “จ๊อปลาทู” ขึ้น

จุดเด่นของจ๊อปลาทู นอกจากชื่อที่แปลกและแก้ปัญหาเรื่องราคาปลาทูแล้ว บุญญาพรระบุว่า อีกเรื่องคือในเนื้อปลาทูมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อปู อีกทั้งราคาก็ถูกกว่าเนื้อปู จึงใส่เนื้อปลาได้มากกว่าการทำฮ่อยจ๊อปู โดยแทบไม่ต้องใช้แป้งเลย โดยเธอเองทำจ๊อปลาทูขายมาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากใช้เวลาปรับรสชาติอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากแรก ๆ ที่ทำจะมีกลิ่นคาวของปลาทูอยู่ ซึ่งลูกค้ามักจะไม่ชอบ ต่อมาก็พบว่าสามารถดับกลิ่นคาวได้โดยทำการขูดหนังปลาทูเพื่อแยกเนื้อปลาออกมา ก็จะสามารถกำจัดกลิ่นคาวที่เป็นปัญหาได้

“แรก ๆ ลูกค้าก็จะถามกันว่าจ๊ออะไร พอรู้ว่าเป็นปลาทูส่วนใหญ่ก็บอกว่าแปลกดี ยิ่งให้ทดลองทานก็พากันแปลกใจว่าทำไมไม่มีกลิ่นคาว เพราะบางคนไม่กล้าทาน สาเหตุเพราะกลัวว่าจะมีกลิ่นคาว ปลา ต่อมาในปี 2552 ก็ลองส่งเข้าประกวดโอทอป ก็ได้รับคัดเลือกเป็นโอทอประดับ 4 ดาวในปีแรกที่ส่ง”

ทุนเบื้องต้นสำหรับอาชีพนี้ บุญญาพรบอกว่าใช้ประมาณ 50,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ อาทิ ซึ้งนึ่ง ขนาด 17 นิ้ว, แม่พิมพ์หรือรองพิมพ์สำหรับห่อ, กะละมังสเตนเลส, เขียงขนาดใหญ่, ถุงมือ, ผ้าขาวบาง เป็นต้น ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย ซึ่งราคาขายก็อยู่ที่เส้นละ 30-35 บาท

ส่วนผสมทำจ๊อปลาทู 10 เส้น (ประมาณ 1 กิโลกรัม) ประกอบด้วย เนื้อปลาทู 1 กิโลกรัม, ต้นหอม 2 ขีด, แห้ว 2 ขีด, รากผักชี 1 ขีด, กระเทียม 2 ขีด, มันหมู 1 ขีด, ไข่ไก่ 1 ฟอง, พริกไทย, เครื่องปรุงรส และฟองเต้าหู้ และส่วนผสมของน้ำจิ้มก็มี น้ำบ๊วย, น้ำส้มสายชู, น้ำตาล, เกลือ และพริกไทย
ขั้นตอนการทำ “จ๊อปลาทู”...เริ่มแรกนำปลาทูมาขูดหนังแยกออกจากเนื้อปลา จนเหลือเพียงเนื้อปลาทูสีออกชมพู จากนั้นนำเนื้อที่ได้มานวดด้วยมือจนพอเหนียวครั้งหนึ่งก่อน ต่อมาจึงนำมันหมูที่เตรียมไว้มาผสมรวมกับเนื้อปลาทู นวดต่อไปอีกครั้งจนส่วนผสมเข้ากันดี นำเครื่องปรุงรสและส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้มาเทใส่รวมกันลงไป จากนั้นก็ทำการนวดอีกครั้งเพื่อให้เนื้อปลาและส่วนผสมต่าง ๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

ลำดับต่อไปนำแผ่นฟองเต้าหู้มาตัดเตรียมไว้ จากนั้นนำผ้าขาวบางชุบน้ำสะอาดบิดพอหมาด ๆ มาห่อแผ่นฟองเต้าหู้ให้พอนิ่ม นำแผ่นฟองเต้าหู้มาวางบนแม่พิมพ์ห่อหรือรองพิมพ์สำหรับห่อ (เจ้าของสูตรคิดประดิษฐ์รองพิมพ์ขึ้นเอง) นำเนื้อปลาทูที่ผสมและนวดจนเหนียวแล้วมาวางเรียงลงบนรองพิมพ์ จากนั้นพับ หัวและท้าย แล้วพับส่วนขอบม้วนให้แน่นไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วนำไปนึ่งโดยใช้ไฟปานกลาง สุกแล้วจึงนำมาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนบรรจุจำหน่ายต่อไป โดย “จ๊อปลาทู” นี้สามารถอยู่ได้เป็นเดือนถ้านำใส่ไว้ในช่องฟรีซหรือช่องแช่แข็ง

“จ๊อปลาทูนี้จะใส่แห้ว ซึ่งจะหอมและกรอบมากกว่ามันแกวที่ใช้ใส่จ๊อปู ส่วนมันหมูใส่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อจ๊อนุ่ม ถ้าไม่ใส่เลยเนื้อจ๊อจะกระด้าง อีกอย่างคือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับจ๊อปลาทู เพราะถ้าใช้เนื้อปลาทูเพียงอย่างเดียว จ๊อที่ได้จะมีรสเปรี้ยวเกินไป เนื่องจากรสของเนื้อปลาทูจะออกเปรี้ยว” เจ้าของสูตรกล่าว

สนใจ “จ๊อปลาทู” ต้องการชิม ต้องการรับไปจำหน่ายต่อเป็นอาชีพ ติด ต่อคุณบุญญาพรได้ที่ เลขที่ 102/7 ซอยบางจะเกร็ง 3 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โทร.08-6977-8546 หรืออยากจะขอข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองสอบถามกันดูโดยตรง นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่พลิกแพลงได้น่าสนใจ.

ที่มา เดลินิวส์
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม